728 x 90

กทม. คาบเส้นเมืองคุณภาพ

img

จากการจัดอันดับของ Mercer หนึ่งในบริษัทที่ปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคลที่ใหญ่ที่สุดของโลก ซื่งจะจัดอันดับเมืองและประเทศที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลกเป็นประจำทุกปี โดยเกณฑ์ในการจัดอันดับครอบคลุมทั้งด้านการศึกษา เศรษฐกิจ ความสะดวกในการเดินทาง ไม่ว่าจะถนน ระบบขนส่งมวลชน ไฟฟ้า ประปา อินเทอร์เน็ต สัญญาณโทรศัพท์ พื้นที่สาธารณะรวมถึงคุณภาพชีวิตของประชาชน และสำหรับปี 2017 นี้ กรุงเทพมหานคร ติดอยู่ในอันดับที่ 131 จากการสำรวจทั้งหมด 231 ประเทศทั่วโลก 
ปัญหาที่ประชาชนอยากให้ กทม. ปรับปรุง
นอกจากอันดับของเมืองที่มีคุณภาพที่ดี ที่บ่งบอกถึงความห่างไกลจากมาตรฐานสากลแล้ว ในความเป็นจริงที่ชาวกรุงเทพฯ ต้องเจออยู่ทุกวันก็เป็นตัววัดได้ว่าชีวิตดีๆ ที่ลงตัวยังเป็นเรื่องไกลตัวอยู่มาก โดยเฉพาะในเรื่องของการใช้ประโยชน์จากสิ่งอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ ที่มีอยู่อย่างเต็มประสิทธิภาพ 

รัฐบาลสั่งดูแลคนพิการให้เข้าถึงบริการระบบขนส่งสาธารณะ 
แม้คณะรัฐมนตรีจะมีมติเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2559 ให้ทุกส่วนราชการพิจารณาเร่งรัดการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก ให้แก่ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และทุกคนในสังคมให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และล่าสุด วันที่ 7 มีนาคม 2560 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ให้กรุงเทพมหานคร กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างลิฟต์ให้ผู้พิการ เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้บริการขนส่งสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟใต้ดิน หรือรถไฟฟ้า เพราะผู้พิการยังมีความไม่สะดวกในการเข้าถึงระบบขนส่งมวลชนเหล่านั้น จึงต้องแก้ไขและอำนวยความสะดวกให้ได้มากที่สุด  

กทม. นำร่องปรับปรุงทางเท้าอิงหลักออกแบบสากล 
ขณะที่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ก็มีแผนที่จะปรับปรุงสภาพแวดล้อมและจัดสิ่งอำนวยความสะดวกบนทางเท้า ให้สะดวก ปลอดภัยแก่ประชาชน โดยเน้นสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกในการสัญจรบนทางแยก ทางเท้า ตามหลักสากลที่รองรับการออกแบบเพื่อทุกคน (UNIVERSAL DESIGN) อาทิ ผิวต่างสัมผัสของทางเดิน ทางข้าม ทางลาดตัดขอบถนน ฯลฯ ซึ่งมีแนวคิดที่จะนำร่องบริเวณย่านราชประสงค์ ตั้งแต่แยกราชประสงค์-แยกชิดลม ทั้ง 2 ฝั่ง ฝั่งละประมาณ 400 เมตร ก่อนขยายโครงการไปบริเวณอื่น เช่น ถนนพระรามที่ 1 ถนนพญาไท ถนนพระรามที่ 4 ถนนราชดำริ รวมถึงจุดที่มีการเชื่อมโยงการเดินทางในบริเวณต่างๆ เช่น อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ วงเวียนใหญ่ หรือบริเวณอื่นๆ ต่อไป 

โดย กทม. ได้ตั้งคณะกรรมการ ประกอบด้วย สำนักการโยธา สำนักผังเมือง สำนักการจราจรและขนส่ง สำนักการระบายน้ำ สำนักสิ่งแวดล้อม สำนักงานเขตปทุมวัน หน่วยงานสาธารณูปโภค และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อร่วมสำรวจพื้นที่ พิจารณาแนวทางกำหนดจุดตั้งบนทางเท้า ทั้งสาธารณูปโภคสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ ป้ายจราจร ป้ายรถเมล์ ตู้โทรศัพท์ที่ขออนุญาตถูกต้อง เพื่อบังคับใช้ให้เป็นไปในรูปแบบเดียวกันทั่วกรุงเทพมหานคร 

คมนาคมกำหนด 4 ยุทธศาสตร์พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกภาคขนส่งเพื่อคนทั้งมวล 
ด้านกระทรวงคมนาคม ก็ให้ความสำคัญในการส่งเสริมคนพิการและผู้สูงอายุ ให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากการบริการขนส่งสาธารณะ โดยจัดให้มีอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวก หรือบริการในอาคารสถานที่ ยานพาหนะ และบริการขนส่ง ตามหลักการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล (UNIVERSAL DESIGN) และเพื่อขจัดอุปสรรคต่อการพัฒนาระบบบริการภาคขนส่ง และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ และผู้สูงอายุ จึงได้กำหนด “ยุทธศาสตร์การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกในภาคขนส่ง สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ”

มีแนวทางในการดำเนินการ 4 ด้าน คือ 
1. ด้านนโยบายและกฎหมายเกี่ยวกับการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกและให้บริการคนพิการและผู้สูงอายุ 
2. ด้านการปรับปรุงโครงสร้างทางกายภาพสิ่งอำนวยความสะดวกและยานพาหนะสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ 
3. ด้านการฝึกอบรมบุคลากรเกี่ยวกับการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกและการให้บริการคนพิการและผู้สูงอายุ และ 
4. ด้านการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้อำนวยความสะดวกแก่คนพิการและผู้สูงอายุ โดยทุกข้อจะดำเนินการตามหลักการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล (UNIVERSAL DESIGN) 

หากดูแค่เรื่องของหลักการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล หรือ UNIVERSAL DESIGN ที่ถูกนำมาพูดถึงอีกครั้ง ดร.ไกร ตั้งสง่า อุปนายกสภาวิศวกร กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดี ที่จะนำหลักการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล (UNIVERSAL DESIGN) มาใช้อย่างเต็มที่ และควรนำมาใช้เป็นกฎหมายบังคับใช้อย่างจริงจังด้วย ซึ่งอาคารที่ก่อสร้างหลังจากปี 2545 ส่วนใหญ่จะออกแบบและก่อสร้างตามหลักสากลนี้อยู่แล้ว ขณะที่ กทม. ก็เริ่มตระหนักถึงความสำคัญและนำมาใช้ในหลายๆ จุด เช่น ห้องน้ำสาธารณะ ในสวนลุมพินี ที่มีการออกแบบรองรับคนได้ทุกกลุ่ม ทั้งคนทั่วไป และคนพิการ ทางเท้าบางแห่ง เช่น บริเวณวงเวียนใหญ่ สยาม มีการปรับปรุงดีขึ้น แต่ต้องยอมรับว่ายังไม่ครอบคลุม ยังมีหลายพื้นที่ที่ต้องปรับปรุง โดยเฉพาะไฟส่องสว่างในหลายจุดยังชำรุดเสียหาย ทางเท้าบางแห่งมีหลุมบ่อ เช่น ที่ซอยแจ่มจันทร์ ถนนขรุขระ ไม่มีทางเท้า ทั้งที่เป็นแหล่งชุมชน 

ระบบขนส่งมวลชน อย่าง BTS ในระยะแรกมีปัญหามาก เพราะไม่ได้จัดสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับคนพิการ จนมีกรณีร้องเรียนและต้องทยอยปรับปรุง รถตู้ รถแท็กซี่ที่รองรับคนพิการก็ยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในระบบเรือโดยสาร ที่แม้แต่คนทั่วไปยังใช้บริการบนความเสี่ยง คนพิการก็เรียกว่าหมดสิทธิ์ในการใช้บริการได้เลย เพราะขาดการออกแบบที่รองรับได้กับคนทุกกลุ่ม  

อีกปัญหาที่ทำให้การปรับปรุงเมือง หรือสภาพพื้นที่ต่างๆ ใน กทม. ไม่สามารถรองรับได้ดีพอสำหรับคนทุกกลุ่ม คือ เรื่องของความเป็นเจ้าของในพื้นที่และงานที่รับผิดชอบ ที่ขึ้นอยู่กับหลายหน่วยงาน ทำให้ กทม. ไม่สามารถแก้ปัญหา หรือดำเนินการได้เองทั้งหมด 

อย่างไรก็ดี ทางสภาวิศวกร และ สภาสถาปนิก ร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาเมือง โดยผลักดันให้หลักการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล  UNIVERSAL DESIGN  ได้บรรจุเป็นหนึ่งในข้อกฎหมายใน พรบ.ควบคุม อาคาร หรือในกฎกระทรวง  เพื่อให้มีข้อกำหนดที่ชัดเจนในการก่อสร้างอาคารสาธารณะ และร้านอาหาร ให้เป็นไปตามหลัก UNIVERSAL DESIGN ก่อให้เกิดประโยชน์ในการใช้งานสำหรับคนทุกกลุ่ม โดยมีสิทธิพิเศษ เช่น ลดหย่อนภาษี เพื่อเป็นแรงจูงใจให้กับผู้ประกอบการหรือเจ้าของอาคารที่ทำตามข้อกำหนด ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการสำเร็จภายใน 2 ปี 

จำลองเหตุการณ์เรียนรู้อุปสรรคในการเดินทาง 
อย่างไรก็ตาม จากกิจกรรม  “อวัยวะที่ 33 กับการเดินทางของชีวิต” ซึ่งจัดขึ้นในเช้าวันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม 2560 โดยมีกลุ่มนักศึกษาเยาวชนคนรุ่นใหม่ จาก 4 สถาบันทั้งมหาวิทยาลัยรังสิต วิทยาลัยเซ็นต์หลุยส์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  ที่มาจำลองสถานการณ์เป็นผู้สูงอายุ นั่งเก้าอี้ล้อเข็น คนท้อง ขาหักเดินด้วยไม้ค้ำยัน และนักเดินทางกับกระเป๋าใบใหญ่ มาร่วมเดินทางกับกลุ่มผู้พิการและนักวิจัย รวมประมาณ 50 คน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสะท้อนเสียงเพื่อการปรับเปลี่ยนระบบขนส่งสาธารณะสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ เพื่อความเท่าเทียมกันในสังคม  

ซึ่งการเดินทางประกอบด้วย 4 สาย สาย A สถานีรถไฟสายสีม่วง-แยกนนทบุรี (Park and Ride) สายสีม่วง-เตาปูน > Shuttle bus > บางซื่อ-MRT > สีลม-MRT/ศาลาแดง-BTS > BTS สุรศักดิ์, สาย B สถานีรถไฟกำแพงเพชร-MRT > สีลม-MRT/ศาลาแดง-BTS > BTS สุรศักดิ์, สาย C สถานีลาดพร้าว-MRT > สีลม-MRT/ศาลาแดง-BTS > BTS สุรศักดิ์ และสาย D MRT สถานีศูนย์วัฒนธรรม-MRT > สีลม-MRT/ศาลาแดง-BTS > BTS สุรศักดิ์ 

โดย ดร.วรชาติ เฉิดชมจันทร์  คณบดีคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้จัดการโครงการ กล่าวว่า วัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมในครั้งนี้เพื่อให้นักศึกษาซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ ลองเปลี่ยนประสบการณ์ ในการเดินทาง ผ่านการจำลองสถานการณ์ต่างกัน เพื่อให้รู้ถึงปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตและให้รู้ว่าถ้าเข้าถึงการเดินทางได้ทุกคน ทุกคนก็สามารถเข้าถึงโอกาสต่างๆ หรือสามารถดูแลตัวเองได้ 

ปัญหาแรกที่เจอคือ ทางเท้า ที่มีความสูงต่ำต่างกัน รวมถึงท่อ ป้ายโฆษณา เสาไฟฟ้า หรือแม้แต่หลักที่ปักไว้ ไม่ให้รถมอเตอร์ไซค์วิ่ง ก็เป็นอุปสรรค กับคนที่ใช้รถเข็นในการเดินทางเป็นอย่างมาก เวลาจะเข้าไปรถไฟฟ้าบางสถานี ไม่มีลิฟท์ หรือมีก็ต้องไปใช้ในลานจอดรถ ต้องเดินอ้อม ทำให้ระยะทางไกลขึ้น ใช้เวลามากขึ้น และเมื่อเข้าไปในระบบรถไฟฟ้า มีการบริการแบบใช้คนดูแล ก็อาจไม่ยั่งยืน หมายถึงว่าเมื่อเข้าไปในระบบถ้ามีเจ้าหน้าที่อยู่จึงจะได้รับการบริการ ถ้าไม่เจอเจ้าหน้าที่ก็จะไม่ได้รับการดูแล แต่ถ้ามีการออกแบบที่ดี  ทำให้ทุกคนใช้งานได้อย่างอิสระ ไม่ต้องใช้คนมาดูแล ปัญหาตรงนี้จะหมดไป 

สำคัญที่สุดคือการออกแบบรองรับทุกคน คือ ทุกคน ทุกกรณี ทุกสภาวะ เช่น คนปกติที่เดินได้ คนตาบอดที่มองไม่เห็น หรือคนที่มีปัญหาเรื่องของการเคลื่อนไหว ต้องใช้รถเก้าอี้ล้อเข็น  ต้องสะดวกในการเข้าถึงบริการได้ เพราะฉะนั้นการออกแบบคือหัวใจสำคัญของการเริ่มต้น ของสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดีได้ และการออกแบบที่ดีคือการเห็นถึงหัวใจของความเป็นมนุษย์ด้วย  นั่นหมายความว่าถ้าคนปกติเดินขึ้นบันไดด้านหน้าได้ ลิฟท์ หรือทางลาด สำหรับคนพิการก็ควรจะอยู่ด้านหน้าด้วยเหมือนกัน นั่นคือคนออกแบบต้องมีทัศนคติ หรือมุมมอง ที่ออกแบบเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้ทุกสถานการณ์ 
จำนวนลิฟต์ บันไดเลื่อน และทางลาดเลื่อน
เมื่อการจำลองสถานการณ์จบลง กลุ่มเยาวชน นักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมสรุปผลออกมาว่า ระบบขนส่งมวลชนที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ ยังขาดการรองรับที่ทั่วถึง ขาดการเชื่อมต่อระบบที่ดี การเข้าถึงระบบลำบาก บางจุดต้องเดินเชื่อมต่อกันในระยะไกล ป้ายบอกทางหรือป้ายข้อมูลไม่ชัดเจน และแม้ระบบขนส่งจะมีการปรับระบบดีขึ้น แต่ระหว่างทางที่เดินทางมาเพื่อใช้งาน ก็จะเจอปัญหาอุปสรรค เช่น ทางเท้าไม่เรียบ จุดเชื่อมต่ออยู่ไกล บางแห่งต้องต่อรถหลายต่อ ทำให้การใช้งานสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไม่สะดวกจริง และไม่รองรับกับคนทุกกลุ่ม 

ขณะที่กลุ่มผู้พิการที่เข้าร่วมจำลองสถานการณ์ สรุปผลออกมาว่า ในแง่มุมของกลุ่มคนพิการไม่ได้ต้องการสิทธิพิเศษ ไม่ได้ต้องการที่จะเป็นภาระต่อสังคม ที่เมื่อเห็นมีผู้พิการเข้ามาใช้ระบบขนส่งมวลชน หรือเดินผ่านแล้วต้องกรูกันเข้ามาช่วยเหลือ แต่สิ่งที่ต้องการคืออยากให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ทำให้มีโอกาสในการใช้งานได้อย่างอิสระ มีโอกาสในการเข้าถึงได้เท่าเทียมกับทุกคน เพื่อที่จะสามารถเดินทางไปในที่ต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องใช้เวลาในการเดินทางมากอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และต้องการให้มีการอบรม ให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ ในระบบขนส่งต่างๆ ให้มีความรู้ ความเข้าใจในการให้ความช่วยเหลือ หรือให้คำแนะนำการเดินทางต่อทุกกลุ่มได้อย่างถูกต้อง รวมถึงอยากให้สังคมปรับทัศนคติที่มีต่อกลุ่มผู้พิการ ว่าไม่ใช่กลุ่มที่ต้องได้รับสิทธิ หรือการดูแลเป็นพิเศษ แต่ต้องได้รับสิทธิในการเข้าถึงและใช้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกได้อย่างเท่าเทียมด้วย 

ไม่ใช่แค่เพียงกลุ่มผู้พิการ หรือผู้สูงอายุเท่านั้นที่รอการแก้ไขปัญหาในการใช้ประโยชน์ หรือการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เท่านั้น แต่ประชาชนทั่วไปก็ต้องการให้แก้ไขปัญหาอย่างทั่วถึง เพราะแม้จะสามารถเลือกใช้การเดินทาง โดยเรือ รถไฟฟ้า รถไฟฟ้าใต้ดิน รถตู้ รถโดยสาร รถตุ๊กตุ๊ก รถสองแถว วินมอเตอร์ไซค์ ได้ง่ายกว่า แต่ระบบเส้นทางการเชื่อมต่อ และความปลอดภัยก็เสี่ยงไม่ต่างกัน โดยเฉพาะการใช้ทางเท้า ที่ต้องเจอกับปัญหาทางเท้าชำรุด เดินสะดุดก้อนอิฐ ต้องคอยหลบฝาท่อ หลุมบ่อ จุดน้ำขัง มีพื้นที่ติดตั้งป้ายโฆษณามากกว่าทางให้เดิน ต้องเกรงใจแม่ค้าแผงลอย ร้านอาหารบนทางเท้า สายไฟฟ้า-สายโทรคมนาคมห้อยระโยงระยาง ป้ายบอกทางไม่ชัดเจน สะพานลอยบางแห่งก็น่ากลัวกว่าจะเดินได้  ที่หนักสุดคงเป็นเรื่องที่คนเดินทางเท้าต้องหลบทางให้กับมอเตอร์ไซค์
ปัญหา อุปสรรคของคนพิการในการใช้ระบบขนส่ง
คงต้องติดตามกันต่อไปว่า ที่แต่ละหน่วยงานต่างการมีแผนการดำเนินการ โดยนำหลักการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล (UNIVERSAL DESIGN) มาใช้ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นได้จริงหรือไม่ การเข้าถึง และการใช้ประโยชน์จากสิ่งอำนวยความสะดวก และระบบขนส่งต่างๆ ที่มีอยู่ในพื้นที่ 1,569 ตร.กม ของกรุงเทพฯ จะสามารถเปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงและใช้งานได้เท่าเทียมกัน เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อให้เมืองน่าอยู่กว่าเดิมได้จริงหรือไม่  


คุณอาคม เติมพิทยาไพสิฐ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม  
"คมนาคมนั้น ในหลักการหรือแนวคิดของคมนาคมในยุคต่อไป ต้องเป็นคมนาคมเพื่อคนทุกคน ต้องออกแบบสำหรับเด็ก เยาวชน ผู้สูงวัย และคนพิการ โยที่เราจะต้องเข้าใจในเรื่องของ หลัก 3 ข้อ คือ “ใจเขา” ต้องคิดว่าถ้าเรามองไม่เห็นแล้วจะทำอย่างไร จะเดินไปด้วยความมั่นใจได้อย่างไร “ใจเรา” ใจเราต้องเอื้อเฟื้อ ต้องคิดว่าเขาเป็นคนส่วนหนึ่งของสังคม และ “คมนาคม  เข้าใจ”   ต้องพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่เข้าถึงได้สำหรับทุกๆ คน"

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) 
"ได้สั่งการให้สำนักงานเขตกวดขันไม่ให้มีการจอด หรือขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือล้อเลื่อนบนทางเท้า โดยเคร่งครัด เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ขณะเดียวกันทางสำนักเทสกิจ (สนท.) ได้เสนอของบประมาณปี 2561 จำนวน 50,297,000 บาท เพื่อจัดหารถยนต์พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ยกรถจักรยานยนต์สำหรับใช้ในงานตรวจบังคับการให้กับสำนักงานเขตและกองใน สนท. จำนวน 53 คัน เพื่อจัดสรรให้เขต ทั้ง 50 เขต และ สนท. 3 คัน เนื่องจากไม่มีอุปกรณ์เครื่องมือยกรถจักรยานยนต์ออกจากทางเท้า"

ดร.วรชาติ เฉิดชมจันทร์  ผู้จัดกิจกรรมอวัยวะที่ 33 กับการเดินทางของชีวิต 
"เป้าหมายในการจัดกิจกรรมนี้เพื่อช่วยสื่อสารต่อสังคม ให้เข้าใจถึงอุปสรรคในการเดินทางที่เกิดขึ้นว่าไม่ได้เป็นเรื่องแค่เฉพาะกลุ่มผู้พิการ ผู้สูงอายุ แต่รวมถึงทุกกลุ่ม อยากสื่อสารถึงการอยู่ด้วยกันด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ ความคาดหวัง แบบแรงสุด คือเกิดการเปลี่ยนแปง หลักคิด และนโยบายที่จะปรับปรุงระบบขนส่งที่เอื้อต่อการใช้ประโยชน์สำหรับคนทุกกลุ่มในสังคม ความคาดหวังรองลงมาคือ อยากให้เกิดการรับรู้ในกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ เพื่อให้ป็นกระบอกเสียงบอกต่อถึงอุปสรรคที่มี รวมถึงเป็นการจัดทำข้อมูลไวสำหรับกรณีที่ต้องมีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีข้อมูลที่เป็นข้อมูลจริง ไม่ใช่มาจากข้อมูลที่คิดว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้"

ผศ.ธิราภรณ์ กลิ่นสุคนธ์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ ม.รังสิต 
ผู้ร่วมกิจกรรม  “อวัยวะที่ 33 กับการเดินทางของชีวิต”

"กทม. เป็นเมืองที่มีประชากรเยอะ สิ่งอำนวยความสะดวกมีแต่เสื่อมโทรม ไม่มีการพัฒนา และบำรุง หรือเพิ่มเติมด้วยการสร้างเพิ่ม และที่มีอยู่ก็ไม่สามารถรองรับจำนวนประชากรที่มีและการใช้งานจริงได้ ต้องปรับปรุงให้รองรับกับคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะระบบขนส่งมวลชน รถไฟฟ้า ที่เมื่อทดลองใช้แล้วพบว่าเป็นระบบที่ไม่รองรับใครเลย ไม่ว่าจะคนทั่วไป หรือคนพิการและผู้สูงอายุ เพราะยังขาดการเชื่อมต่อ และการรองรับการใช้งานสำหรับทุกกลุ่ม  นอกจากการปรับปรุงโครงสร้างแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องทำคือการปรับทัศนคติ ปรับมุมมองของคนที่อยู่ในในสังคมที่มีรูปแบบที่แตกต่างกันมองเห็นว่าทุกคนเท่าเทียมกัน"

นายสว่าง ศรีสม ตัวแทนผู้พิการที่เข้าร่วมกิจกรรมอวัยวะที่ 33 กับการเดินทางของชีวิต 
"สิ่งที่ผู้พิการต้องการ ไม่ใช่สิทธิพิเศษ ไม่ได้ถูกมองว่าน่าสงสาร หรือเป็นภาระต่อสังคม แต่ต้องการสิทธิที่เท่าเทียมกัน ในการเดินทางหรือใช้สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ อยากให้ปรับปรุงโครงสร้างให้ใช้งานได้ง่าย ไม่ใช่แค่เฉพาะกับกลุ่มผู้พิการเท่านั้น แต่หมายถึงคนในสังคมทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย  รวมถึงนักท่องเที่ยวด้วย ที่จะสามารถเดินทางเข้าถึงและใช้งานระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง"

นางสาวฐาพร อุ่นฤทัยมนัส 
"อยากให้แก้ปัญหาเรื่องทางเท้า ให้เป็นทางเดินเฉพาะจริงๆ ไม่ใช่เดินแล้วต้องคอยหลบมอเตอร์ไซค์ ที่วิ่งขึ้นมาบนทางเท้า ถ้าไม่หลบเหมือนเราจะผิดเอง และอยากให้จัดการอย่างเด็ดขาด เพราะที่เห็นคือถึงจะมีป้ายห้ามวิ่ง และกำหนดว่าจะปรับไม่เกิน 5,000 บาท แต่มอเตอร์ไซค์ก็ยังขับขึ้นมาบนทางเท้าอยู่ และอยากให้ปรับปรุงทางเดินเท้าให้เรียบ จะได้ไม่สะดุด ส่วนรถไฟฟ้าก็อยากให้เพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวก ลิฟท์ บันไดเลื่อน ให้มากขึ้น เพราะตอนนี้มีคนใช้บริการเยอะ ทำให้ต้องรอคิวนาน บางจุดลิฟท์ก็ไม่เปิดให้บริการ หรือไม่ก็ต้องเดินไกลมาก ทำให้ไม่สะดวกทั้งกับผุ้ใช้บริการทั่วไป และโดยเฉพาะกับผู้พิการและผู้สุงอายุยิ่งลำบากในการใช้บริการ"

How Livable is Bangkok?
According to Mercer’s 2017 Quality of Living Rankings, Bangkok is listed No. 131 among the 231 cities surveyed. The rankings are based on education, economy, the access to commuting facilities, communication, public spaces and the quality of living of the residents.

It is obvious that Bangkok has a long way to go before the city will be on a par with the other top cities on the list. One of the areas that needs to be improved is the access to commuting facilities.

The government has urged every concerned government agency to construct facilities to allow everybody in society, including people with health conditions or impairments and the elderly, to be able to access all transportation systems conveniently. But there is still a lot of work to be done.

The Bangkok Metropolitan Administration (BMA) is planning to improve the environment and facilities along the footpaths based on a universal design concept. The areas along both sides of Rajprasong-Chidlom intersection will be a pilot project before being extended to other areas in Bangkok. 

The Ministry of Transport also sees the importance of providing access to all modes of transport for the people with health conditions or impairments and the elderly and has come up with strategies in 4 areas: polices and laws concerning the provision of facilities, improving physical condition of the commuting facilities, training for personnel whose duty is to provide facilities and convenience for the disabled people and elderly and using technology and innovation to provide these services. 

The Council of Engineers VP, Grai Tungsanga, agrees with the idea of using the universal design concept to design public facilities. He also insists that the government should make this concept mandatory and enforce the law effectively. The BMA has already started using the concept to improve many public facilities such as the public toilets in Lumphini Park, footpaths along Wong Wien Yai and the Siam Square areas. The public transport services such as taxis, buses and boats also need a revamp to be able to allow access for all.

To achieve the goal of providing access to all modes of transport for everybody in the future, Dean of the Faculty of Physical Therapy, Rangsit University, Dr. Worachat Churdchomjan, conducted a project for students to understand the problems and experience the obstacles in commuting in the city. The direct experience from this project has made them understand that when everybody can access all modes of transport, they will have more opportunities and be more independent. The findings from the project lead to one thing - the universal design. It is definitely one of the most important keys to improve the living quality of Bangkok residents.

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments