728 x 90

“ขยะ” วาระแห่งชาติ

img

กลายเป็นวิกฤตขั้นรุนแรงเมื่อกรุงเทพมหานคร เมืองศูนย์กลางความเจริญ ต้องเผชิญกับฝนตกหนัก ส่งผลให้ถนนหลายสายกลายสภาพเป็นคลอง การจราจรเป็นอัมพาต คนต้องเดินลุยน้ำ โรงเรียนหลายแห่งต้องประกาศหยุดเร่งด่วน ผลจากที่ไม่สามารถระบายน้ำออกจากถนนได้อย่างทันท่วงที

วิกฤต “ฝนตก-รถติด-น้ำท่วม” กลายเป็นปัญหาคู่เมือง ที่พิสูจน์ได้อย่างหนึ่งว่า คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามมาตรา 44 ที่ให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร พ้นจากตำแหน่ง แล้วให้ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ขึ้นมาเป็น ผู้ว่า กทม. แทน พร้อมคำประกาศเมื่อปลายปีที่แล้วว่า “กทม.ยุคผู้ว่าฯ อัศวิน จะไม่มีน้ำรอระบาย จะมีแต่น้ำเร่งระบาย” ดูจะไม่ได้ช่วยให้การแก้ปัญหาน้ำท่วมเมืองดีขึ้นได้ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่เปลี่ยนตัวบุคคลแล้วจะทำให้หมดไป แต่ต้องการการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างกันอย่างจริงจัง

เหตุที่ กรุงเทพมหานครต้องเผชิญภาวะ “น้ำรอระบาย” อยู่เสมอ ก็ด้วยสภาพพื้นที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำเป็นแอ่งกระทะ ประกอบกับสภาพกายภาพอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการทางผังเมืองที่ไม่เป็นระบบ ความเจริญเติบโตของเมืองเป็นไปอย่างไร้ขีดจำกัด มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ที่ว่างรับน้ำลดจำนวนลง มีการสร้างตึกสูง คอนโดมิเนียม ศูนย์การค้า อาคารสำนักงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังมีโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ ที่มีผลกีดขวางทางน้ำ อีกทั้งปัญหาบ้านเรือน และสิ่งปลูกสร้างของกลุ่มทุนต่างๆ ที่รุกล้ำคลองสาธารณะ ประกอบกับท่อระบายน้ำมีขนาดเล็กแค่ 60 เซ็นติเมตร ทำให้รองรับปริมาณน้ำฝนได้เพียง 60 มิลลิเมตร/ชั่วโมงเท่านั้น ถ้าเกินจากนี้ระบบท่อจะระบายไม่ทัน ต้องรอระบายประมาณ 2-4 ชั่วโมง เมื่อรวมถึงปัญหาขยะ วัชพืช และไขมันอุดตันทางระบายน้ำ ล้วนเป็นปัจจัยทำให้น้ำท่วมกรุงเทพมหานคร

ขยะล้นเมืองขวางทางระบายน้ำ  
โดยเฉพาะ “ขยะ” ที่ กทม. ชี้ชัดว่าเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการระบายน้ำ แม้ว่า รองผู้ว่า กทม. จักกันพันธุ์ ผิวงาม บอกว่าปัจจุบัน กทม. มีศูนย์กำจัดขยะมูลฝอย 3 แห่งคือ ที่อ่อนนุช หนองแขม และสายไหม  (ท่าแร้ง)  สามารถรองรับขยะมูลฝอยที่ กทม.จัดเก็บได้เฉลี่ย 10,000 ตัน/วัน โดยจะดำเนินการจัดการทั้ง เผาขยะ ฝังกลบ และคัดแยกขยะ ซึ่งสามารถจัดการได้หมด ดังนั้นปัญหาจึงไม่ใช่เรื่องของการขาดประสิทธิภาพในการจัดการขยะ และในฤดูฝนปริมาณขยะก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่เป็นเพราะขยะที่ถูกทิ้งลงแม่น้ำลำคลอง หรือทิ้งไม่ถูกที่ปลิวหรือไหลไปขวางทางระบายน้ำ ซึ่ง กทม. ก็รณรงค์ในเรื่องนี้มาโดยตลอด

ขณะที่  “พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง” ผู้ว่า กทม. ก็ยอมรับว่าในช่วงฤดูฝนของทุกปี กรุงเทพฯ ประสบปัญหาขยะและเศษวัสดุกีดขวางการระบายน้ำ โดย กทม.จัดเก็บขยะ วัชพืช ผักตบชวาในลำราง คูคลอง บึงรับน้ำและแม่น้ำได้เฉลี่ย 10 ตัน/วัน จุดที่พบมากที่สุดคือ บริเวณหน้าสถานีอุโมงค์ระบายน้ำพระราม 9 ซึ่งรับน้ำมาจากคลองลาดพร้าวและคลองแสนแสบ เก็บขยะได้ประมาณ 1 ตัน/วัน และในวันที่ฝนตกเก็บได้มากถึง 10 ตัน 
ข้อมูลแสดงค่าเฉลี่ยปริมาณมูลฝอย
หากย้อนไปเมื่อปี 2559 กทม.จัดเก็บขยะบริเวณหน้าสถานีสูบน้ำได้ประมาณ 6,900 ตัน หรือเฉลี่ย 20 ตัน/วัน และในปี 2560 ตั้งแต่มกราคมถึงปัจจุบัน กทม.เก็บขยะหน้าสถานีสูบน้ำได้ประมาณ 1,300 ตัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนเมษายน 2560 กทม. เก็บขยะในคูคลองและแม่น้ำได้ทั้งหมด 404 ตัน หรือเฉลี่ย 13.5 ตัน/วัน ซึ่งในวันที่ฝนตกจะมีปริมาณขยะไหลมากับน้ำเพิ่มขึ้นกว่า 15 ตัน ส่วนใหญ่เป็นขยะชิ้นใหญ่ เช่น ที่นอน หมอน โซฟา โต๊ะ ตู้ เตียง หรือขยะที่ปิดช่องระบายน้ำ เช่น ผ้าใบ ป้ายไวนิลโฆษณา
ปริมาณตั้งแต่ ม.ค. 2560 ถึงปัจจุบัน
แม้ กทม. จะยืนยันถึงประสิทธิภาพในการจัดเก็บ และจัดการขยะ รวมถึง มีนโยบายให้ 50 สำนักงานเขตจัดกิจกรรม "นัดเวลาทิ้ง นัดเวลาเก็บ ขยะชิ้นใหญ่ และสิ่งของเหลือใช้"   เพื่อรณรงค์เก็บขยะชิ้นใหญ่เป็นประจำทุกสัปดาห์มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 เพื่ออำนวยความสะดวกในการทิ้ง ลดปัญหาการลักลอบทิ้งขยะในที่ว่าง คูคลอง และแม่น้ำ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ผลเท่าไรนัก 

ค่าเฉลี่ยปริมาณมูลฝอยที่จัดเก็บได้
รัฐบาลดันปัญหาขยะเป็นวาระแห่งชาติ 
เรื่อง “ขยะ”ไม่ใช่ปัญหาเล็ก และไม่ได้มีแค่ในกรุงเทพฯ แต่เป็นปัญหาระดับชาติ ที่รัฐบาลให้ความสำคัญเช่นกัน  เนื่องจากปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นทั่วประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปี 2551มีปริมาณขยะมูลฝอยเกิดขึ้น 23.93 ล้านตัน มีอัตราการเกิดขยะมูลฝอย 1.03 กิโลกรัม/คน/วัน ขณะที่ปี 2558มีปริมาณขยะมูลฝอยเพิ่มเป็น 26.85 ล้านตัน มีอัตราการเกิดขยะมูลฝอย 1.13กิโลกรัม/คน/วัน หากพิจารณาถึงกระบวนการการจัดการขยะมูลฝอย พบว่าอัตราขยะมูลฝอยที่ถูกนําไปกําจัดอย่างถูกต้องมีอัตราเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย และกระบวนการในการคัดแยก การจัดเก็บ รวบรวม และเก็บขนยังไม่มีประสิทธิภาพพอ ทําให้เกิดปัญหาขยะตกค้าง ทั้งจากประชากรที่เพิ่มมากขึ้น การขาดจิตสํานึกของประชาชน การพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม รวมถึงการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี และแนวโน้มการบริโภคของประชากรที่เพิ่มสูงขึ้น โดยวิกฤตปัญหาขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นนี้จําเป็นที่จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
10 เขตกรุงเทพที่มีปริมาณขยะมูลฝอยมากที่สุด
การประชุมคณะรัฐมนตรี  3 พฤษภาคม 2559 จึงได้มีมติเห็นชอบแผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ  (พ.ศ. 2559 - 2564) และได้มอบหมายให้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหารือร่วมกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อจัดทําแผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศในระยะสั้น (พ.ศ. 2559 –2560) และเร่งรัดการดําเนินงานตามแผน  Road Map การจัดการขยะมูลฝอยและขยะอันตรายที่ได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2557 ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ได้มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย เป็นแม่งานหลักในการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการประเทศไทยไร้ขยะตามแนวทางประชารัฐ วางกรอบดำเนินงานระยะเวลา 1 ปี คือ ระหว่างเดือน มิ.ย. 59 - มิ.ย. 60 พร้อมกำหนดเป้าหมายต้องลดปริมาณขยะมูลฝอยในภาพรวมของประเทศให้ได้ 5% จากการเกิดขยะมูลฝอยอัตราเฉลี่ยประมาณ 23 ล้านตัน/ปี โดยยึดหลักการสำคัญ คือ การใช้หลัก “3R”  (Reduce, Reuse, Recycle) 

ตั้งศูนย์ปฏิบัติการประเทศไทยไร้ขยะ
กระทรวงมหาดไทย ในฐานะเจ้าภาพหลักในการแก้ไขปัญหา ได้จัดทำแผนปฏิบัติการ “ประเทศไทยไร้ขยะ” ตามแนวทาง “ประชารัฐ” ระยะ 1 ปี (พ.ศ. 2559 -2560)  ภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ พ.ศ. 2559 -2564 เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการ เน้นวัตถุประสงค์หลัก 3 เรื่อง คือ 
1. การทำให้ปริมาณขยะมูลฝอยที่เข้าสู่ระบบกำจัดที่ปลายทางลดลง 
2. ขยะอันตรายได้รับการคัดแยกเพิ่มขึ้น 
3. มูลฝอยติดเชื้อและ กากอุตสาหกรรมที่เป็นอันตรายได้รับการกำจัดถูกหลักวิชาการเพิ่มขึ้น 
เป้าหมายแผนปฏิบัติประเทศไทยไร้ขยะตามแนวทางประชารัฐ
แผนปฏิบัติการประเทศไทยไร้ขยะนี้ เป็นแผนปฏิบัติการระยะสั้น มุ่งดำเนินการ 2 ระยะ คือ ระยะต้นทาง และระยะกลางทาง สำหรับระยะต้นทาง คือ การลดปริมาณขยะและการส่งเสริมการคัดแยกขยะที่ต้นทางบนพื้นฐานแนวคิด 3R เพื่อลดปริมาณการเกิดขยะมูลฝอยและขยะอันตราย ส่งเสริมให้เกิดกลไกการคัดแยกและนำขยะมูลฝอยกลับมาใช้ประโยชน์ และเพื่อเพิ่มมูลค่าที่ต้นทาง 

ระยะกลางทาง คือ การจัดทำระบบเก็บและขนย้ายขยะให้มีประสิทธิภาพเพียงพอ และสอดคล้องกับสถานการณ์ขยะในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การจัดการขยะในระยะปลายทางอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต แนวคิดพื้นฐานของแผนปฏิบัติการ “ประเทศไทยไร้ขยะ” เป็นการส่งเสริมบทบาททุกภาคส่วนให้มีส่วนร่วม ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ ภาคราชการ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ภาคการศาสนา ภาคประชาชนและประชาสังคม และเมื่อปลายเดือนมกราคม 2560 กระทรวงมหาดไทย ได้จัดตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการประเทศไทยไร้ขยะ” มีหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำในการบริหารจัดการขยะและติดตาม เร่งรัดการดำเนินงาน มีคณะทำงานสนับสนุนการปฏิบัติการ 4 คณะ คือ คณะทำงานด้านวิชาการ, คณะทำงานด้านการสำรวจและรวบรวมข้อมูลการบริหารจัดการขยะ, คณะทำงานด้านการติดตามและประเมินผล และคณะทำงานด้านการส่งเสริมการคัดแยกขยะและการประชาสัมพันธ์  

แต่จากข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งเปิดเผยถึงขยะมูลฝอยชุมชนในปี 2559 ทั่วประเทศว่ามี 27.04 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ประมาณ 190,000 ตัน หรือ เพิ่มขึ้น 0.7%  จังหวัดที่มีขยะมูลฝอยเกิดขึ้นต่อวันมากที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี นครราชสีมา สมุทรปราการ และขอนแก่น ส่วนการกำจัดขยะกลับ ถูกกำจัดอย่างถูกต้อง 9.59 ล้านตัน หรือ 36% กำจัดแบบไม่ถูกต้อง 11.69 ล้านตัน หรือ 43% และคัดแยกเพื่อนำไปใช้ประโยชน์เพียง 5.76 ล้านตัน หรือ 21% จึงยังเป็นคำถามว่าแนวทางที่ดำเนินการอยู่นี้ได้ผลหรือไม่

เช่นเดียวกันกับกรณีที่นายกรัฐมนตรี อนุมัติงบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อให้กรุงเทพมหานครสร้างสถานีสูบน้ำเพิ่มเติมที่คลองเปรมประชากร เนื่องจากเห็นว่านอกจากปัญหาขยะ ผักตบชวาที่ขวางทางน้ำ ยังพบว่าสถานีสูบน้ำที่กรุงเทพมหานครมีอยู่ 7 แห่งไม่เพียงพอ ก็มีเสียงสะท้อนจากประชาชน ว่าขณะนี้ กทม.อยู่ระหว่างก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่อีกหลายแห่ง จึงควรก่อสร้างให้แล้วเสร็จก่อน เพื่อไม่ให้สิ้นเปลืองงบประมาณ รวมทั้งการสร้างโรงสูบน้ำยังเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น 

บางส่วนก็แสดงความเห็นว่าเมื่อฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่กรุงเทพฯ จะมีน้ำท่วมขังผิวจราจรก็เป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะพื้นที่จุดอ่อนน้ำท่วม ดังนั้นจึงควรดำเนินการขุดลอกคูคลองและล้างทำความสะอาดท่อระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการระบายน้ำก็เพียงพอ และที่ทำได้ง่ายกว่าการใช้เงินลงทุนสูงๆ แก้ปัญหา คือการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ ควบคุมการทำงานของเจ้าหน้าที่เต็มที่เต็มประสิทธิภาพ  บูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่น เพื่อรับมือกับทุกปัญหาและแก้ไขปัญหาด้วยกันอย่างเต็มที่ ขณะที่ประชาชนเองก็ต้องมีจิตสำนึก มีความรับผิดชอบ ไม่ทิ้งขยะไม่เป็นที่ไม่เป็นทาง ร่วมกันใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดและคุ้มค่า ไม่เพิ่มปริมาณขยะกับต้องช่วยกันลดขยะ ประเทศไทยจะได้ไร้ขยะได้อย่างแท้จริง
เป้าหมายแผนปฏิบัติประเทศไทยไร้ขยะตามแนวทางประชารัฐ


นายกฤษฎา บุญราช 
ปลัดกระทรวงมหาดไทย 

“เพื่อให้การขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการ “ประเทศไทยไร้ขยะ” ตามแนวทางประชารัฐระยะ 1 ปี 2559 – 2560 เป็นไปด้วยความเรียบร้อย กระทรวงมหาดไทยได้จัดตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการประเทศไทยไร้ขยะ” และแต่งตั้ง “คณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการประเทศไทยไร้ขยะ” ขึ้น เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและแผนปฏิบัติการฯ ประสานและบูรณาการการทำงานร่วมกันทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ สำหรับการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการฯ ในระดับพื้นที่ ให้เร่งดำเนินการตามกิจกรรมภายใต้แผนปฏิบัติการประเทศไทยไร้ขยะระยะ 1 ปีอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่การรณรงค์ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และสร้างวินัยให้แก่ประชาชน ในการมีส่วนร่วมลดและคัดแยกขยะมูลฝอยที่ต้นทาง ตามหลักการ 3 ช : คือ ใช้น้อยลง ใช้ซ้ำ และนำกลับมาใช้ใหม่” 

ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า 
คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ ม.เกษตรศาสตร์ 

“ปัญหาน้ำท่วม กทม. ที่นายกฯ บอกจะสร้างโรงสูบน้ำเพิ่ม นายกฯ รู้หรือยังว่าตอนนี้ปัญหาคืออะไร มันไม่ได้อยู่ที่โรงสูบ เพราะพอฝนตกปุ๊บมันไม่ไหลลงท่อ นองแล้วท่วมเลย มันไปไม่ถึงคลอง ไม่ถึงโรงสูบ ไม่ถึงอุโมงค์ มีโรงสูบไปจะสูบอะไร ตอนนี้คือต้องทำอย่างไรให้น้ำไปถึงโรงสูบได้ก่อน ส่วนปัญหาผักตบชวา แก้ได้แต่ต้องเข้มงวดมาก ต้องทำสม่ำเสมอ ไม่ใช่ออกข่าวทีทำที ตอนนี้เราไม่มีเจ้าภาพรับผิดชอบหลัก เหมือนกรณีน้ำท่วม เอาผิดกับใครไม่ได้ กฎหมายบ้านเราจะบังคับใช้ได้คือต้องมีการเอาผิด ก่อนอื่นต้องมีเจ้าภาพก่อน ที่สำคัญ อีกอย่างงบกำจัดผักตบฯ เยอะมาก อย่างเฉพาะกรมชลประทาน ใช้ปีละ 200 กว่าล้าน แล้วแต่ละกรมก็ใช้งบไม่เท่ากัน อย่าง กทม. ใช้มหาศาล ปี 55 - 59 ใช้พันกว่าล้านบาท แล้วกำจัดได้แค่ล้านตัน  งานพวกนี้พอๆ กับขุดลอก ใช้เงินแต่วัดปริมาณงานไม่ได้ และมีราคากลางไม่ตรงกัน แถมทำเสร็จปีหน้าก็ยังมีมาอีก” 

ทศพร ศิริวราดร
จิตอาสาโครงการเก็บขยะใน กทม. 

“ถ้าต้องการแก้ปัญหาแบบรวดเร็ว ต้องขอให้เจ้าของผลิตภัณฑ์ทุกชนิดเพิ่มมูลค่าของแพ็คเกจหรือขยะ เช่น ตั๋วรถเมล์เก่า 20 ใบใช้เป็นส่วนลดในการซื้อตั๋ว บขส.ได้ ซองใส่ขนมนำไปแลกสินค้าอื่นๆ คือทำให้ขยะมีค่าคนจะทิ้งน้อยลง หรืออาจต้องมีเครื่องเปลี่ยนขยะเป็นเงิน เช่น ใส่ก้นบุหรี่ 10 อันได้เงิน 2 บาท เป็นต้น บริษัทต่างๆ ต้องให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์ที่สามารถย่อยสลายได้เร็ว มีขบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การสร้างจิตสำนึกในเวลานี้ช้าไปแล้ว เพราะปัจจุบันมนุษย์ได้ทิ้งหัวใจของมนุษย์ไปแล้ว ผมเห็นแต่คนที่สภาพภายนอกเป็นมนุษย์  ถ้าเราให้ความสำคัญกับคนที่อยู่ตรงหน้าและอยู่ข้างๆ มากกว่าเล่นสมาร์ทโฟนจะรณรงค์ได้ง่ายขึ้น มีแต่คนกดแชร์แต่ไม่มีใครทำความเข้าใจในสิ่งที่แชร์ แต่ถึงจะยากระยะยาวก็ต้องรณรงค์ต่อไป”

สุธิดา สุวรรณสันต์
ผู้ใช้บริการเก็บขยะ กทม. 

“ที่อยากให้ปรับปรุงคือ เจ้าหน้าที่ของ กทม. ที่ทำหน้าที่เก็บขยะ มักจะบรรทุกขยะเยอะเกินไป บ่อยครั้งที่เห็นถุงขยะตกอยู่บนถนนวิภาวดี สิ่งนี้มีส่วนให้น้ำท่วม เพราะขยะที่รถทำหล่นแล้วถุงแตกกระจายบนถนนใหญ่ เก็บยาก จึงปลิวไปอุดท่อระบายน้ำ และการที่รถขยะเลือกเก็บขยะแค่บางประเภทเท่านั้น ขยะประเภทชิ้นใหญ่ๆ อย่างที่นอน โซฟา เก้าอี้ ไม้ และใบไม้ จะไม่รับ เมื่อประชาชนไม่มีที่ทิ้ง จึงต้องไปทิ้งในที่ๆ ไม่เหมาะสม และมีบางคนที่เอาไปทิ้งในคลองต่างๆ นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการรับายน้ำไม่ทัน ทางที่ดี กทม. น่าจะรับขยะเหล่านั้นด้วย โดยอาจจะขอคิดราคาเพิ่มเป็นครั้งๆ ก็ยังดีกว่า”

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments