728 x 90

สตาร์ตอัพจุดติด ยอดโต 300%

img

หลายคนอาจสงสัยว่าธุรกิจสตาร์ตอัพครอบคลุมถึงไหนบ้าง เอาง่ายๆ แค่เป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneur) มีนวัตกรรม (Innovation) และความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) 3 สิ่งนี้ก็เพียงพอแล้ว

แล้วการเคลื่อนไหวของสตาร์ตอัพในบ้านเราล่ะเป็นอย่างไร?
วัชระ เอมวัฒน์ นายกสมาคมเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการธุรกิจรายใหม่ หรือสตาร์ตอัพระบุว่าในปีนี้ มูลค่าการลงทุนในสตาร์ตอัพเกิดขึ้นไม่ต่ำกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1,800 ล้านบาท) ซึ่งคาดว่าจะเติบโตไม่น้อยกว่า 300%

แน่นอนว่าการลงทุน 70% มาจากนักลงทุนต่างประเทศ สำหรับดีลขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นปีนี้คือ โอมิเซ่สตาร์ตอัพด้านPayment Gatewayที่ระดมทุนซีรีส์ B มูลค่า 17.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 630 ล้านบาท) และยังมี “โนว์ลาร์ลิตี้ คอมมิวนิเคชั่นส์” พันธมิตรด้านแพลตฟอร์มของ “คลาวด์ดี” ผู้นำระบบสื่อสารคลาวด์ในประเทศไทย ซึ่งให้บริการร่วมกันระหว่าง “โนว์ลาร์ลิตี้” และ “สวัสดีช้อป” ได้ระดมเงินลงทุนในรอบ ซีรีส์ C จำนวน 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 720 ล้านบาท)

และในปี 2560 การลงทุนในธุรกิจสตาร์ตอัพจะเพิ่มขึ้นเท่าตัว โดยสตาร์ตอัพที่ได้ระดมทุนรอบ B ซึ่งมีเงินทุน 2-15 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 72-540 ล้านบาท) อาทิ Ookbee ที่ระดมทุนรอบ B ไปแล้ว 200 ล้านบาท จะมีการลงทุนเพิ่มในรอบ ซีรีส์ C (สูงสุด 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 3,600 ล้านบาท)

จะเห็นว่า ในปี 2560 จะมีความหลากหลายของธุรกิจสตาร์ตอัพมากขึ้น โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญในแต่ละกลุ่มอาชีพเข้ามา เช่น ภาคเกษตรหรือพวกขายสินค้าโดยตรงส่วนสตาร์ตอัพที่มีรูปแบบธุรกิจสร้างรายได้จากการจัดเก็บค่าบริการก็จะเริ่มปรับตัวเปลี่ยนรูปแบบอื่น เนื่องจากพฤติกรรมของผู้ใช้คนไทยไม่นิยมใช้บริการจากผู้ให้บริการที่มีการเรียกเก็บเงินค่าบริการ

นอกจากนี้ในปีหน้า เราอาจได้เห็นการเข้ามาของนักลงทุนไทยมากขึ้น ทั้งจากภาคธนาคารที่เข้ามาลงทุนในสตาร์ตอัพอาทิ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารออมสิน รวมถึงบริษัทน้องใหม่จากภาคเอกชน อย่าง บริษัท ชิฟ เวนเจอร์ จำกัด ที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนธุรกิจสตาร์ตอัพ และส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจสตาร์ตอัพ ให้ก้าวสู่ความสำเร็จ

แล้วรัฐบาลไทยล่ะ มองเห็นอะไรในธุรกิจสตาร์ตอัพ?
แน่นอนว่าสตาร์ตอัพคือเป้าหมายของการขับเคลื่อนและยกระดับเศรษฐกิจไทยไปอีกขั้นหนึ่ง เราจะเห็นว่ารัฐบาลมีนโยบาย “ไทยแลนด์ สตาร์ตอัพ” มารองรับในการพัฒนาธุรกิจที่เริ่มต้น ก่อนพัฒนาขึ้นเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และก้าวขึ้นสู่บริษัทขนาดใหญ่อย่าง สมาร์ทฟาร์มเมอร์ หรือผู้นำด้านการเกษตร โดยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เข้าไปจับกลุ่มนี้และอัดฉีดสินเชื่อเข้าไปเพื่อเป็นตัวเชื่อกับชาวนาในหมู่บ้าน

ทีนี้เราก็แค่จับตามองว่าสตาร์ตอัพจะพุ่งแรงได้ถึงไหน ใครที่กำลังเข้ามาในธุรกิจนี้เตรียมศึกษาข้อมูลดีๆ เพราะอย่างไรแล้ว ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไร เมื่อมีรุ่งก็ต้องมีร่วง แต่จะมากน้อยขนาดไหนต้องคอยติดตาม

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี
สตาร์ตอัพเหมือนกับวุ้นในตอนเริ่มต้นและจะกลายเป็นเอสเอ็มอี แล้วก็ใหญ่ขึ้นกลายเป็นบริษัทใหญ่ ถ้ามีส่วนนี้มากเท่าไหร่ ก็จะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย จากเดิมที่มีอยู่ไม่กี่บริษัท มีแค่ 500 บริษัทที่เป็นตัวสร้าง แต่ประเทศอย่างไต้หวันเป็นทั้งประเทศ เราถึงมีนโยบายไทยแลนด์ สตาร์ตอัพ

วัชระ เอมวัฒน์ นายกสมาคมเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการธุรกิจรายใหม่ หรือสตาร์ตอัพ
“ปัญหาของสตาร์ตอัพขณะนี้คือ การพัฒนาโซลูชั่น ที่มีแนวคิดเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมหรือรูปแบบการใช้งานของผู้บริโภค ซึ่งไม่ได้พัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และขาดความรู้ความเข้าใจเชิงธุรกิจหรือบริการ ซึ่งท้ายสุดแล้วจะไม่สามารถขับเคลื่อนธุรกิจให้เดินหน้าต่อไปได้”

วรวิสุทธิ์ ภิญโญยาง หนึ่งในผู้จัดตั้งบริษัท ชิฟ เวนเจอร์ จำกัด
“ดีใจที่รัฐบาลเห็นความสำคัญของธุรกิจสารต์ตอัพ ถ้านโยบายต่างๆ แก้ไขสำเร็จต้องมีมาตรการอื่นๆ ตามมา และมองไปทั้ง Startup Ecosystem (ระบบนิเวศของสตาร์ตอัพ) ว่ายังมีส่วนไหนที่ต้องสร้างให้แข็งแรง อันไหนสร้างเองไม่ได้หรือไม่ถนัดก็ต้องสนับสนุนให้เอกชนทำ”

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments