728 x 90

ค่าครองชีพไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก

img

จากผลสำรวจฐานข้อมูลเกี่ยวกับสภาพการอยู่อาศัยในประเทศต่างๆ ทั่วโลกล่าสุด ระบุว่า ไทยอยู่อันดับ 3 ในอาเซียนที่มีค่าครองชีพสูง เป็นรองเพียงสิงคโปร์และกัมพูชา แต่เมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนแล้วกลับสวนทางกับราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หรือนี่อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าคุณภาพชีวิตของคนไทยกำลังลดลง

ค่าครองชีพพุ่งรายได้นิ่ง
ผลสำรวจดังกล่าวแบ่งเป็นหลายเกณฑ์ ทั้งเกณฑ์ราคาสินค้าและบริการ ค่าเช่าที่พักอาศัย ค่าครองชีพ โดยแต่ละเกณฑ์จะแบ่งเป็นคะแนนเต็ม 200 คะแนน ซึ่งประเทศสิงคโปร์ครองอันดับ 1 ในอาเซียนด้านค่าครองชีพที่ 82.41 คะแนน ส่วนคะแนนอำนาจในการซื้อของคนท้องถิ่นก็สูงถึง 92.70 เช่นกัน

กัมพูชาตามมาเป็นอันดับ 2 ที่ 46.77 คะแนน และไทยอยู่อันดับ 3 ที่ 43.71 คะแนน แต่เมื่อเทียบกับอำนาจการซื้อ ไทยสูงกว่ากัมพูชาที่ 34.28 คะแนน ขณะที่อำนาจการซื้อของกัมพูชาได้เพียง 16.59 คะแนน ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ จึงไม่แปลกที่คนกัมพูชาจะออกไปทำงานนอกประเทศ เพราะค่าจ้างไม่พอกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น

อันที่จริง ไทยเองก็ประสบปัญหาค่าครองชีพพุ่งทะยานไปไกลกว่าเงินเดือนที่ได้รับไม่ต่างกับประเทศเพื่อนบ้าน

สำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยผลสำรวจรายได้เฉลี่ยทั่วราชอาณาจักรปี 2558 อยู่ที่ 26,915 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน ขณะที่รายจ่ายทั่วราชอาณาจักรอยู่ที่ 21,157 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน โดยกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีรายได้สูงสุดเฉลี่ยที่ 41,002 บาท และรายจ่ายก็สูงเช่นกันที่ 33,086 บาท
รายได้ และรายจ่ายเฉลี่ยต่อเดือนต่อครัวเรือน

วันๆ หนึ่ง เราเสียค่าอาหารมื้อหนึ่งไม่ต่ำกว่า 50 บาท เงินที่หามาได้เกือบครึ่งเสียไปกับค่าอาหาร และถ้าต้องจ่ายให้กับค่าเครื่องดื่ม ค่าเดินทาง ค่าเช่าบ้าน ก็แทบไม่เหลือเก็บแล้ว

รายจ่ายเพิ่มคุณภาพชีวิตลด
เมื่อเร็วๆ นี้ Valuepenguin บริษัทสัญชาติสหรัฐฯ ผู้ให้ข้อมูลผู้บริโภค เผยผลสำรวจราคากาแฟลาเต้ของร้านสตาร์บัคส์ใน 44 ประเทศทั่วโลก โดยประเทศไทยแพงติดอันดับ 4 ของโลก ราคาเฉลี่ยของลาเต้ร้อนอยู่ที่ 8.04 เหรียญฯ หรือประมาณ 274 บาท (แต่ราคาที่ BLT ไปสำรวจ ลาเต้ร้อนแก้วใหญ่สุด ราคาอยู่ที่ 145 บาท) ขณะที่เมืองต้นกำเนิดอย่างสหรัฐฯ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ถ้วยละ 2.75 เหรียญฯ หรือประมาณ 93 บาท

พฤติกรรมการดื่มกินของผู้บริโภคต่างกันออกไปด้วยรายได้ที่ต่างกัน กลุ่มฐานะปานกลางถึงสูงย่อมมีโอกาสจับจ่ายใช้สอยสินค้าราคาสูงได้โดยไม่เดือดร้อน อาจจะรวมไปถึงค่านิยมด้วย เพราะการถือแก้วกาแฟที่มีโลโก้สตาร์บัคส์ในมือ บ่งบอกถึงความหรูหราด้วยราคาแบรนด์ที่แสนแพง!

ก่อนหน้านี้สื่อสังคมออนไลน์ของชาวญี่ปุ่นเปิดประเด็นร้อน “สตาร์บัคส์ในต่างแดนแพงกว่าที่ญี่ปุ่น” โดยชาวญี่ปุ่นจำนวนมากได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นและให้ข้อมูลว่า ราคากาแฟสตาร์บัคส์ในหลายประเทศ เช่น จีน สิงคโปร์ และไทย ล้วนแพงกว่าในญี่ปุ่น เช่น กาแฟลาเต้ขนาดใหญ่ (Grande) ในญี่ปุ่นอยู่ที่ 410 เยน เทียบเป็นเงินไทยเท่ากับ 125 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ใกล้เคียงกัน แต่เมื่อเทียบกับเงินเดือนของพนักงานญี่ปุ่นที่เพิ่งจบการศึกษาใหม่ได้อย่างน้อยเดือนละ 180,000 เยน หรือประมาณ 55,000 บาท จึงถือว่าสามารถดื่มสตาร์บัคส์ได้บ่อยๆ

แต่สำหรับคนไทยที่มีรายได้น้อยกว่า 2-3 เท่า กลับต้องซื้อกาแฟสตาร์บัคส์ในราคาเท่ากับคนญี่ปุ่น จึงดูจะไม่สมเหตุสมผลสักเท่าไหร่ ฉะนั้นหากชาวไทยจะดื่มกาแฟสตาร์บัคส์เป็นประจำโดยไม่กระทบกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ควรมีรายได้มากกว่า 60,000 บาทต่อเดือน!
ราคาเฉลี่ยเครื่องดื่มร้านสตาร์บัคส์สูงสุด 10 ประเทศ
คนกรุงเครียดสินค้าแพง
ขณะที่การคมนาคมในเมือง แม้จะมีบริการให้เลือกหลากหลาย ทั้งบีทีเอส แอร์พอร์ตลิงค์ เอ็มอาร์ที รถไฟไทย บีอาร์ที รถเมล์ รถตู้ร่วมบริการ และเรือโดยสาร ราคาเริ่มต้นที่ 6.50-57 บาท อีกทั้งยังมีรถโดยสารไม่ประจำทางต่างๆ เช่น รถตุ๊กตุ๊ก วินมอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ แต่ราคาก็แตกต่างกันออกไปตามระยะทางและความสะดวกสบาย แม้จะมีทางเลือกเยอะ แต่ถ้าเงินในกระเป๋าไม่เอื้ออำนวย ทางเลือกก็ลดลง
ค่าใช้จ่ายคมนาคมในเมือง
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เรามักจะเห็นข่าวคราวในสังคมว่าคนกรุงเผชิญสภาวะเครียดจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นเรื่อยๆ แต่รายได้ไม่กระเตื้อง สอดคล้องกับผลวิจัยเชิงสำรวจด้านความเครียดของคนกรุงจาก AU POLL ร่วมกับหนังสือพิมพ์ BLT ระบุว่า เรื่องที่ทำให้คนกรุงเกิดความเครียดมากที่สุดคือ เศรษฐกิจการเงิน โดยเฉพาะปัจจัยเกี่ยวกับราคาสินค้าแพง อยู่ที่ 74% ค่าครองชีพสูง 55% ปัญหาหนี้สิน 48% สภาวะเศรษฐกิจ 46% และราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ 0.15%

แม้จะมีนโยบายเงินเดือนขั้นต่ำสำหรับนักศึกษาจบใหม่ที่ 15,000 บาทมาตั้งแต่ปี 2555 และล่าสุดรัฐบาลได้ประกาศขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 5–10 บาททั่วประเทศ มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค. 2560 แต่ก็ยังไม่มีอะไรมาการันตีได้ว่ารายรับที่ได้จะเพียงพอกับค่าใช้จ่าย

เมื่อวันแรงงานแห่งชาติที่ผ่านมา คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ได้รวมตัวเสนอขอขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ เป็น 360-410 บาทต่อวัน พร้อมระบุว่า 360 บาทที่เรียกร้องไปนั้นเป็นค่าจ้างสำหรับแรงงานเพียงคนเดียว แต่ถ้าจะอยู่รอดได้ควรจะปรับเพิ่มอีก 1 เท่าจากอัตรา 310 บาท เป็น 620 บาท

อย่างไรก็ตามหากรัฐปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้นอีกเท่าตัว นายจ้างก็ต้องแบกรับภาระต้นทุนรายจ่ายเพิ่ม ซึ่งอาจส่งผลให้สัดส่วนการจ้างงานของธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมลดลง ที่สำคัญจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม มีความเสี่ยงที่เงินเฟ้ออาจจะเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาสินค้าไทยสูงขึ้นไปอีก
อันดับประเทศค่าครองชีพสูงสุดในอาเซียน
สำรวจเพื่อนบ้านอาเซียน
ข้อมูลในรายงานประจำปี Global Wage Report 2015/16 ขององค์การแรงงานนานาชาติ ระบุว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่เศรษฐกิจมั่นคงจึงไม่ค่อยมีปัญหาการเรียกร้องแรงงานขั้นต่ำเหมือนกับชาติอื่นๆ ในอาเซียน มีค่าแรงขั้นต่ำวันละ 2,000 บาท เช่นเดียวกับบรูไน ที่มีประชากรเพียง 400,000 คนแต่มั่งคั่ง มีอัตราค่าแรงขั้นต่ำประมาณวันละ 1,800 บาท

ด้านรัฐบาลมาเลเซียมีนโยบายจัดระเบียบลดการพึ่งพาแรงงานต่างชาติ ด้วยการเพิ่มค่าแรงจากเดือนละ 900 มาเลเซียนริงกิต เป็น 1,000 มาเลเซียนริงกิต หรือประมาณวันละ 280 บาท 

ขณะที่ค่าแรงอินโดนีเซียเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 230 บาท ส่วนค่าแรงขั้นต่ำของชาวฟิลิปิโนรัฐจะคงระดับค่าแรงขั้นต่ำไว้ที่ประมาณวันละ 300 บาท

กัมพูชา ได้รับอัตราจ้างคิดเป็นเงินไทยวันละ 75 บาท ส่วนค่าแรงขั้นต่ำของเวียดนามอยู่ที่ 95 บาท

บ้านพี่เมืองน้องอย่างลาว ค่าแรงขั้นต่ำโดยเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 80 บาท และค่าแรงขั้นต่ำในเมียนมาร์ประมาณวันละ 110 บาท
ค่าแรงขั้นต่ำต่อวันของอาเซียน

แม้ว่าไทยจะไม่ใช่ประเทศที่มีค่าครองชีพถูกที่สุดในเอเชีย แต่ในสายตาของต่างชาติ (ที่มีคุณภาพชีวิตดีกว่าเรา) ถือว่าค่าครองชีพไทยถูกและน่าอยู่มาก จึงไม่แปลกที่เศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวของไทยจะพุ่งขึ้นเรื่อยๆ

การแก้ปัญหารายได้สวนทางกับค่าครองชีพคงต้องหันกลับมาพิจารณารายรับรายจ่ายของตัวเอง หากไม่สามารถลดภาระที่มีมากเกินได้ อาจต้องหาหนทางเพิ่มรายได้ของตัวเอง ปรับให้ค่าแรงสมดุลกับค่าครองชีพมากที่สุด เพราะหากจะรอคอยการแก้ปัญหาระดับนโยบายจากภาครัฐ ก็คงต้องร้องเพลง "รอ" ต่อไป

[English]

It’s Not Cheap for Thais to Live in Thailand
In the eyes of most foreign visitors, Thailand is probably one of the best affordable places in the world. But that understanding is not entirely accurate.  According to Numbeo — a global database of cost of living, Thailand is the third most expensive city in Southeast Asia, after Singapore and Cambodia.  

Meanwhile, data from the National Statistical Office of Thailand showed the country’s annual household per capita income averaged 26,915 baht (US$780) in 2015, when the average household per capita expenditure was 21,157 baht (US$613).  This means Thais, on average, barely have much to save after spending their income on food, transportation and rent.

To highlight Thailand’s high cost of living, let’s take a look at the prices of Starbucks coffee.  An online forum in Japan earlier discussed how much one Grande caffe latte costs at home and in other countries and it was said that the prices in Japan and in Thailand are relatively the same, at 410 yen or 125 baht.  However, considering that Japanese earns an average monthly salary of 180,000 yen or about 55,000 baht, that price is understandably affordable for them but does not make much sense for Thais, whose average monthly income is two or even three times lower.

In spite of the government’s decision to raise the minimum daily wage across the country by 5-10 baht since January 1, 2017, wage-earners remain unsure if they will make enough to get by.  Another request for higher minimum wage was already submitted to the government this past Labor Day.  However, further rise in wage can adversely affect small- and medium-sized businesses, consequently drive inflation up and eventually hurt the economy. 

So, it looks like Thais need to help themselves when it comes to making ends meet until the government finds an effective fix for them.

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments