728 x 90

จ่อขึ้นราคาระบบโดยสารสาธารณะยกแผง

img

บีทีเอสปรับค่าโดยสารเริ่ม 1 ต.ค. 60   
สะเทือนต่อใจคนกรุงเทพฯ เมื่อผู้ให้บริการรถไฟฟ้า BTS แจ้งปรับขึ้นราคาค่าโดยสาร ที่จะมีผลตั้งแต่ 1 ต.ค.60 เป็นต้นไป โดยจะปรับค่าโดยสารในเส้นทางสัมปทาน 23.5 กิโลเมตร คือ สายสุขุมวิท จากสถานีหมอชิต-สถานีอ่อนนุช  และสายสีลม จากสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ-สถานีวงเวียนใหญ่ จากราคาเดิม 15-42 บาท เป็น 16-44 บาท โดยเฉลี่ยปรับเพิ่ม 1-3 บาท เมื่อเทียบกับราคาเดิม  
ค่าโดยสาร BTS
รวมถึงจะปรับราคาจำหน่ายเที่ยวเดินทาง 30 วัน สำหรับบุคคลทั่วไปและนักเรียนนักศึกษา ซึ่งเป็นบัตรโดยสารราคาพิเศษ ขึ้นเที่ยวละ 1 บาท สำหรับผู้ที่ใช้บัตรแรบบิทประเภทเติมเงินจะยังคงราคาเดิมไว้ 6 เดือน (1 ต.ค. 60- 31 มี.ค. 61) ส่วนผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จะได้รับส่วนลดครึ่งราคาเมื่อใช้บัตรแรบบิทสำหรับผู้สูงอายุ และสามารถเดินทางได้ไม่จำกัดเวลา

แจงเหตุขึ้นราคาเพราะไม่ได้ปรับนาน - ต้นทุนเพิ่ม
สำหรับเหตุผลการปรับราคา บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ ชี้แจงว่าตั้งแต่รถไฟฟ้า BTS เปิดให้บริการปี 2542 และจะให้บริการครบ 18 ปีในเดือน ธ.ค.นี้ มีการปรับราคาน้อยครั้งมาก คือ ปรับครั้งแรกเมื่อ 1 ธ.ค. 49 จาก 10-40 บาท เป็น 15-40 บาท  ครั้งที่สอง 1 มิ.ย. 56 จาก 15-40 บาท เป็น 15-42 บาท  ซึ่งหลังจากปรับครั้งล่าสุดถึงตอนนี้ ผ่านมากว่า 4 ปีขณะที่สัญญาสัมปทานกำหนดให้ปรับได้ทุก 18 เดือน ในอัตราไม่เกินจากเพดานที่กำหนด ประกอบกับมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสูงขึ้นตลอด บางรายการเพิ่มถึง 20% เช่น ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา รวมถึงมีการลงทุนเพิ่ม เพื่อเติมสิ่งอำนวยความสะดวกและการบริการให้ดียิ่งขึ้นในหลายด้าน จึงมีความจำเป็นต้องปรับราคา

อย่างไรก็ดี หากดูจากอัตราค่าโดยสารใหม่ของรถไฟฟ้า BTS ผู้ใช้บริการในระยะ 3 สถานีจ่ายเพิ่มน้อยที่สุด คือ 1 บาท ส่วนผู้ใช้บริการในระยะ 6 และ 7 สถานีจ่ายเพิ่มมากที่สุด คือ 3 บาท แม้บริษัทจะชี้แจงว่าปรับขึ้นเฉลี่ย 5% หรือคิดเป็นเงินที่ต้องจ่ายเพิ่ม 1-3 บาท เป็นราคาที่ยังต่ำกว่าเพดานค่าโดยสารตามสัญญาสัมปทานซึ่งอยู่ในอัตรา 20.11-60.31  บาท แต่ในมุมของผู้โดยสารแล้วนี่เป็นอีกหนึ่งภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกรับ และหากต้องเดินทางเชื่อมต่อกันหลายระบบ จะยิ่งมีภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพิ่มขึ้นตามความหลากหลายของรูปแบบขนส่งสาธารณะที่ใช้บริการ 
ค่าโดยสาร BTS
ปี 61 คนกรุงฯ เตรียมกระเป๋าฉีกจ่ายค่าเดินทางเพิ่ม 
ไม่ใช่แค่รถไฟฟ้า BTS เท่านั้นที่ขึ้นราคา แต่คนกรุงเทพฯ จะเจอกับค่าเดินทางที่พาเหรดกันขึ้นราคาแบบยกแผง มีทั้งที่เริ่มปรับกันแล้วในตอนนี้และจะทยอยปรับอีกจนถึงปีหน้า เรียกได้ว่าต้องเตรียมตัวควักจ่ายค่าโดยสารเพิ่มกันจนกระเป๋าฉีก  

โดยก่อนหน้านี้ กทม. ปรับขึ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้า BTS ส่วนต่อขยายสายสีลม จากสถานีโพธิ์นิมิตร-สถานีบางหว้า และสายสุขุมวิท จากสถานีบางจาก-สถานีสำโรง จาก 10 บาท เป็น 15 บาท  มีผลตั้งแต่ 1 เม.ย. 60 และปรับค่าโดยสารรถเมล์ BRT จาก 10 บาท เป็น 15 บาทตลอดสาย สำหรับบุคคลทั่วไป ส่วนนิสิต-นักศึกษาไม่เกินระดับปริญญาตรีที่ใช้บัตรโดยสาร Student Rabbit รวมถึงผู้ถือบัตรหรือเหรียญตราของราชการ (ตามเงื่อนไขที่กำหนด) ได้รับลดหย่อนเก็บ 11 บาท และยกเว้นค่าโดยสารแก่ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป บุคคลทุพพลภาพ (คนพิการ) นักเรียนในเครื่องแบบ พระภิกษุและสามเณร มีผลตั้งแต่ 29 พ.ค. 60 

ตามด้วยการรถไฟแห่งประเทศไทย ปรับขึ้นค่าโดยสารรถรุ่นใหม่ 115 คัน จำนวน 8 ขบวน ในอัตรา 15-20% หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 100-200 บาท/ที่นั่ง แบ่งเป็น รถปรับอากาศนั่งและนอนชั้นที่ 1 ขึ้นราคาเฉลี่ยไม่เกิน 200 บาท/ที่นั่ง และรถปรับอากาศนั่งและนอนชั้นที่ 2 ขึ้นราคาเฉลี่ยไม่เกิน 100 บาท/ที่นั่ง  มีผลตั้งแต่ 21 ส.ค. 60 

ขณะที่กรมเจ้าท่า ประกาศขึ้นค่าเรือโดยสาร เรือด่วนเจ้าพระยาและเรือคลองแสนแสบ เพิ่ม  1 บาท/คน/เที่ยว เรือข้ามฟากเพิ่ม 50 สตางค์/คน/เที่ยว โดยมีผลตั้งแต่ 17 ส.ค.60 ได้ออกประกาศฉบับใหม่วันที่ 29 ส.ค. เพื่อปรับลดค่าเรือโดยสาร เรือด่วนเจ้าพระยาและเรือคลองแสนแสบ ลง 1 บาท/คน/เที่ยว เรือข้ามฟากปรับลง 50 สตางค์/คน/เที่ยว มีผล 3 ก.ย. 60 เป็นต้นไป ทั้งนี้ค่าเรือโดยสารอาจจะมีการปรับขึ้น-ลงได้อีก เนื่องจากปรับตามช่วงราคาน้ำมันดีเซล หากราคาน้ำมันดีเซลสูงหรือต่ำกว่า 25.01 บาท/ลิตร ติดต่อกัน 10 วัน จะมีการพิจารณาปรับราคา 

สำหรับปี 2561 จะมีการปรับราคาในส่วนของรถเมล์ ขสมก. โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ กำลังศึกษาโครงสร้างค่าโดยสารรถเมล์ ขสมก. ตามแผนปฏิรูประบบรถโดยสารประจำทางในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เบื้องต้นมีความเห็นว่าควรปรับค่ารถเมล์ร้อนเป็น 10-12 บาท/เที่ยว/คน รถเมล์ปรับอากาศควรเก็บในอัตรา 20-25 บาท/เที่ยว/คน คาดว่าจะสรุปผลศึกษาเสนอให้ ขสมก.พิจารณาช่วงต้นปี 

รถแท็กซี่ก็มีการพิจารณาปรับค่าโดยสารเช่นกัน โดยกระทรวงคมนาคมจ้างสถาบันทีดีอาร์ไอ ศึกษาการปรับโครงสร้างอัตราค่าบริการแท็กซี่ จะสรุปผลศึกษาช่วงเดือน พ.ย. 60 และคาดว่าจะประกาศราคาใหม่ต้นปีหน้า ขณะที่เครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ในเขตกรุงเทพฯได้เสนอให้กรมการขนส่งทางบก ทบทวนเกณฑ์กำหนดอัตราค่าโดยสารรถแท็กซี่มิเตอร์ในเขตกรุงเทพฯ ใหม่ ให้ปรับค่าโดยสารแบ่งเป็นโซน คือ
       1.อัตราค่าโดยสารแท็กซี่ที่วิ่งให้บริการในเขตกรุงเทพฯ ชั้นในที่มีปัญหารถติดมาก เสนอให้คิดค่าโดยสารช่วงเวลารถติดหรือจอดนิ่งมากกว่านาทีละ 2 บาท
       2. อัตราค่าโดยสารแท็กซี่วิ่งให้บริการในเขตกรุงเทพฯ ชั้นนอก 


ตามด้วย รถไฟฟ้า MRT (สายสีน้ำเงิน บางซื่อ-หัวลำโพง) ตามกำหนดในสัญญาสัมปทานจะมีการปรับค่าโดยสารทุก 2 ปี ซึ่งครั้งล่าสุดปรับเมื่อ 3 ก.ค.59 จึงต้องพิจารณาค่าโดยสารใหม่ในช่วงต้นปีหน้า เพื่อให้ทันกับกำหนดจัดเก็บค่าโดยสารอัตราใหม่ 3 ก.ค.61 รวมถึงทางพิเศษในความรับผิดชอบของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ที่จะครบกำหนดปรับค่าผ่านทางตามสัญญาสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 1 (ทางพิเศษเฉลิมมหานคร) และทางด่วนขั้นที่ 2 (ทางพิเศษศรีรัช) ในวันที่ 1 ก.ย.61 ซึ่งจะมีการพิจารณาตามกำหนดทุก 5 ปี จึงต้องเริ่มพิจารณาการปรับราคาในช่วง เม.ย.61 โดยอิงกับดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ทั้งนี้ที่ผ่านมามีการปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5-10 บาท 
ค่าโดยสาร BTS
ครึ่งปีหลัง 60 ค่าครองชีพเป็นปัญหาน่ากังวล
เมื่อพิจารณาทั้งค่าเดินทางที่ทยอยขึ้นราคา ค่าไฟฟ้าที่ปรับขึ้นจาก 3.5079 เป็น 3.5966 บาท ต่อหน่วยตามการปรับขึ้นค่าไฟอัตโนมัติ นับจากนี้ไปปัญหาค่าครองชีพของคนกรุงฯ ถือเป็นเรื่องที่น่าวิตก สอดคล้องกับข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่ระบุว่าช่วงครึ่งปีหลัง 2560  ครัวเรือนส่วนใหญ่มีความกังวลต่อประเด็นค่าครองชีพเป็นอันดับแรก ตามด้วยประเด็นเรื่องหนี้สินและรายได้ สอดคล้องกับดัชนีภาวะเศรษฐกิจของครัวเรือน (KR-ECI) ที่ลดลงมาอยู่ระดับ 45.5 และระดับ 45.8 ตามลำดับ จากความกังวลในเรื่องหนี้สินและสถานการณ์การขึ้นราคาสินค้า แม้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนว่าราคาสินค้าจะเพิ่มขึ้นไม่มากนัก แต่รายได้ครัวเรือนที่ไม่ปรับเพิ่มขึ้น หรือบางกลุ่มมีรายได้ลดลง ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของครัวเรือนในระยะข้างหน้ามีแรงกัดดันอยู่ 

ในสภาวะที่เงินเดือนคงที่ สวนทางกับค่าครองชีพที่มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง หากจะรอให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือคงไม่พอ ต้องเพิ่มเติมการประหยัดมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว ต้องจัดสรรการใช้เงินให้พอดีกับรายรับ เลือกกิน เลือกใช้ เลือกเดินทางให้พอดี เพื่อลดความตึงเครียด ไม่ก่อปัญหาหนี้สินในอนาคต 


นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 
“บริษัทฯ ได้มีการปรับราคาค่าโดยสารครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2556 ผ่านมากว่า 4 ปีแล้วที่บริษัทฯ ยังไม่ได้ปรับราคาค่าโดยสารพื้นฐานที่เรียกเก็บ ซึ่งสัญญาสัมปทานกำหนดให้บริษัทฯ สามารถปรับค่าโดยสารที่เรียกเก็บได้ทุก 18 เดือนแต่ต้องไม่เกินเพดานอัตราค่าโดยสาร ในขณะที่บริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน สูงเพิ่มขึ้นตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ได้ลงทุนเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวก และการบริการให้ดียิ่งขึ้น จึงมีความจำเป็นในการขอปรับราคาค่าโดยสาร”  

พลเอกวิวรรธน์ สุชาติ ประธานกรรมการ (บอร์ด) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.)
“เดือน ก.ย.61 จะครบกำหนดปรับค่าผ่านทางตามสัญญาสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 ซึ่งจะมีการพิจารณาทุก 5 ปี เกณฑ์ในการพิจารณาจะใช้อัตราเพิ่มของดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) สำหรับ กทม. เดือน มี.ค.56 (104.76) เทียบกับ CPI เดือน มี.ค.61 แล้วนำมาเข้าสูตรหาอัตราเพิ่ม เพื่อนำไปคูรอัตราค่าผ่านทางเดิม แล้วปัดให้ลงท้ายด้วย 0 หรือ 5 ซึ่งตัวเลขชัดเจนจะออกมาช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.61 จากนั้นจะเสนอ ครม. ต่อไป”

นายวิฑูรย์ แนวพานิช ประธานเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ในเขต กทม. 
“เราเสนอให้กรมการขนส่งทางบก คิดอัตราค่าโดยสารแบ่งเป็น 2 โซน คือโซนที่รถติดกับโซนที่รถไม่ติด โดยโซนที่รถติดต้องคิดค่าโดยสารในช่วงเวลาที่รถติดหรือจอดนิ่งสูงกว่าโซนที่รถไม่ติด คือมากกว่านาทีละ 2 บาท ซึ่งเป็นราคาที่เก็บปัจจุบัน ส่วนอัตราเริ่มต้นจะอยู่ที่ 35 บาทเท่าเดิม แต่อย่างไรต้องศึกษารายละเอียดก่อน ทั้งนี้เชื่อว่าหากดำเนินการตามนี้ ปัญหาแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสารจะหมดไป คนขับแท็กซี่ก็จะอยู่ได้ไม่ขาดทุน” 

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments