728 x 90

“ภัยรถตู้” รู้แล้วรอด

img

BLT เชื่อว่ามีผู้อ่านไม่น้อยต้องโดยสารด้วยรถตู้สาธารณะ ในการทำงาน และกลับภูมิลำเนาเกิดในช่วงวันหยุด หรือช่วงเทศกาล ซึ่งทางเลือกนี้ที่หลายคนให้คำตอบว่าสะดวก สบาย รวดเร็ว ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าความปลอดภัยในชีวิตก็สั้นลงเช่นกัน

หลายครั้งที่อุบัติเหตุจากรถตู้สร้างความสะเทือนใจ ซึ่งคงต้องพูดกันอย่างตรงไปตรงมาว่า นาทีนี้คงต้องหาวิธีเอาตัวรอดจากการเสี่ยงภัยทุกครั้งที่นั่งอยู่บนรถให้ได้ เพราะในเมื่อการเริ่มให้บริการของ รถตู้ นั้นมาจากความไม่ถูกต้อง แต่สังคมและผู้โดยสารร้องขอกันจนนำมาสู่การขึ้นทะเบียนรถตู้อย่างถูกต้อง แต่ยังแฝงไปด้วยเรื่องของผู้มีอิทธิพลคุมวิน การดัดแปลงรถ การเลี่ยงการตรวจสอบทั้งรถและคนขับในหลายขั้นตอน

รวมสถิติอุบัติเหตุจากรถโดยสารประจำทาง
แม้ว่ารัฐบาล คสช.จะเร่งแก้ปัญหามาโดยตลอด ออกมาตรการต่างๆ จนดีขึ้นเป็นระยะแล้วก็ตาม แต่เราจะมีวิธีดูแลชีวิตตัวเองให้ปลอดภัยกันได้อย่างไร

1. มีสติรู้ตัวตลอดเวลาระหว่างโดยสารรถ
ทุกวันนี้คงหวังพึ่งพาการคมนาคมไทยไม่ได้มากนัก ถ้าจะว่ากันก็คงต้องรื้อระบบไปจนถึงการวางผังเมือง ซึ่งนั่นคงเป็นเรื่องไกลตัว หากโดยสารแค่ระยะสั้น การงดใช้โทรศัพท์ด้วยการก้มหน้าก้มตาเล่นอย่างเดียวหรือมัวแต่คุยเสียงดังรบกวนผู้อื่นก็คงต้องพักหรือเลิกทำ, หากโดยสารระยะไกล ห้ามหลับบนรถเด็ดขาด เพราะสาเหตุที่คนส่วนใหญ่เสียชีวิตก็มาจากการหลับ ช่วยคนขับดูทางบ้างก็ได้, หรือเมื่อเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงแต่ยังได้สติ ให้เอาตัวรอดตามสัญชาตญาณด้วยการช่วยตัวเองก่อน แต่เมื่อรอดแล้ว ต้องไม่ลืมที่จะหาวิธีช่วยคนอื่นตามกำลังและความสามารถด้วย

2. เลือกที่นั่งที่เสี่ยงภัยน้อยที่สุด
รถตู้โดยสาร ที่นั่งกันทุกวันนี้มีการดัดแปลงให้มีที่นั่งถึง 16ที่รวมของคนขับ การขึ้นรถตู้แต่ละครั้งหลายคนจึงเจอสถาณการณ์ต่างกัน ทั้งเลือกที่นั่งได้เอง, เข้าคิวขึ้นรถทำให้เลือกไม่ได้, นั่งเบียดกันเกินจำนวนที่กำหนด, หรือเลือกเฉพาะที่นั่งขึ้น-ลงสะดวก เคยมีการให้ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยถึงการนั่งรถตู้ที่ปลอดภัยว่า ที่นั่งที่เสี่ยงภัยน้อยที่สุด คือ ที่นั่งช่วงกลาง และด้านขวาของรถ ส่วนที่ไม่ปลอดภัย คือ ที่นั่งด้านหน้าข้างคนขับ 2ที่ และ ติดกับประตูรถ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ว่าจะนั่งตรงไหนก็คือความเสี่ยง ทางที่ดีทำใจยอมรับให้ได้เสียก่อนก้าวขึ้นรถ

3. ทำตัวให้เป็นนักสืบ
ข้อนี้คงต้องใช้เวลาสังเกตหน่อย แต่ควรทำให้เป็นนิสัย การรอขึ้นรถตู้แต่ละครั้ง ลองสแกนรถตู้สีสะอาดตา ไม่ใช่ฝุ่นเขรอะทั้งคัน, สังเกตแผ่นป้ายทะเบียนต้องเป็นสีเหลืองตัวเลขสีดำ เห็นชื่อและเลขเส้นทางวิ่งรถ ข้างรถมีเครื่องหมายการเข้าร่วมบริการและชื่อผู้ประกอบการขนส่งชัดเจน, เมื่อขึ้นรถหัดมองบนสักนิดว่ามีป้ายสีเหลืองที่สื่อถึงบัตรประจำตัวผู้ขับรถมีข้อมูลครบถ้วนหรือไม่, เลื่อนสายตาลงมาดูว่าด้านหลังคนขับมีค้อนทุบกระจกหรือถังดับเพลิงจิ๋วหรือไม่, เช็ดความสะอาดของเบาะนั่ง, เช็คเข็มขัดนิรภัยว่าใช้งานได้หรือเปล่า, ถ้านั่งริมกระจกลองเลื่อนดูซิว่าเปิดได้มั้ย สุดท้ายเลย คือ ดูคนขับรถว่ามีพฤติกรรมเสี่ยงหรือไม่ เช่น คุยโทรศัพท์ ขับปาดซ้ายปาดขวา ดูวิดีโอตลอดเวลา แม้กระทั่งการพูดจา หงุดหงิด ไม่สุภาพ ก็ควรจะหลีกเลี่ยง

4. ประพฤติตนให้เป็นผู้กล้า
กล้าที่จะเริ่ม เปิดปากให้กว้าง เปล่งเสียงให้ดัง เมื่อสัมผัสได้ว่ารถตู้คันที่นั่งขับประหนึ่งอยู่ในสนามแข่ง ถือเป็นการเตือนสติคนขับได้ในขั้นต้น เพราะรถโดยสารทุกคันต้องวิ่งเลนซ้ายเท่านั้น หรืออย่างการรัดเข็มขัดนิรภัย แทบทุกคันจะมีติดไว้ทุกเบาะ ถ้าใช้งานได้ เมื่อนั่งเสร็จก็คาดเสียให้เรียบร้อย คนข้างๆ จะไม่ทำก็ปล่อยไปตามชะตากรรมเขา

5. ร้องเรียนในสิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับตนเองและผู้อื่น
จากทุกข้อที่ผ่านมาหากเห็นแล้วจะเกิดความเสี่ยง เรามีสิทธิร้องเรียน หรือแนะนำในฐานะผู้ใช้บริการ เพื่อเป็นการระดมความคิดอีกทางหนึ่งที่ผู้ประกอบการหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอาจจะนึกไม่ถึง เมื่อเขารับทราบความคิดเห็นของเรา อาจจะเกิดไอเดียนำไปปรับใช้ได้ เช่นล่าสุด มีผู้เสนอให้ใช้ลูกบอลดับเพลิงติดในรถที่ติดแก๊สทุกคัน เมื่อเกิดเหตุไฟไหม้ลูกบอลจะระเบิดเองทันที และมีราคาแค่ไม่กี่พันบาทเท่านั้น

หากยึดหลักความจริง ไม่ว่ารถโดยสารหรือรถยนต์ส่วนตัว ล้วนเกิดอุบัติเหตุได้ทั้งสิ้น เมื่อผู้ขับขี่ที่ใช้ถนนร่วมกันไม่มีความพร้อมทั้งร่างกายและสภาพรถ เกิดเหตุสลดใจขึ้นแต่ละครั้งก็นั่งแก้ปัญหาใหม่กันไป อาจจะต้องฝากให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองช่วยเร่งมือกันอีกนิด ที่ดีอยู่แล้ว เชื่อว่าประชาชนเห็น แต่คงต้องขอมาตรการขั้นเด็ดขาดทั้งผู้ขับและผู้ใช้บริการอย่างเท่าเทียมกัน

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments