728 x 90

ไทยครองแชมป์ เสียชีวิตบนถนนมากที่สุดในโลก

img

ทุกช่วงเทศกาลปีใหม่ ถือเป็นช่วงที่คนไทยใช้รถใช้ถนนเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นบ่อยครั้ง โดยยอดผู้เสียชีวิตช่วงปีใหม่ ปี 2560 พุ่งขึ้นกว่า 400 ราย จากการเมาแล้วขับ-ขับรถเร็ว ล่าสุดเว็บไซต์เวิลด์แอตลาส ยังยกให้ไทยครองแชมป์คนตายบนถนน อันดับ 1 ของโลกแล้วแบบไม่น่ายินดี

แชมป์โลกที่ไม่น่ายินดี
22,356 คือจำนวนยอดผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนในประเทศไทย ในปี 2559 ที่ผ่านมา เฉลี่ยวันละ 62 ราย หรือคิดเป็นชั่วโมงละ 2-3 ราย โดยมีผู้รักษาตัวในโรงพยาบาลจากกรณีรถชนประมาณ  1 แสนราย และกลายเป็นผู้พิการราว 6 หมื่นคนต่อปี โดยรัฐต้องสูญเสียงบประมาณกว่า 5 แสนล้านบาท นับว่าเป็นความสูญเสียอย่างมากมายมหาศาล

จากการเปิดเผยของเว็บไซต์เวิลด์แอตลาส เกี่ยวกับประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนมากที่สุดในโลกปี 2560 ปรากฎว่า ประเทศไทยได้ขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของโลก มีอัตราผู้เสียชีวิต 36.2 รายต่อแสนประชากร จากเดิมที่รั้งอันดับ 2 เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบว่า ประเทศลิเบียเจ้าของตำแหน่งเดิมมีการสู้รบภายในประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตบนท้องถนนมาก ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขับขี่

แม้ว่ารองอธิบดีกรมขนส่งทางบกเผยว่า ประเทศไทยยึดข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) เป็นหลัก ซึ่งในปีนี้ยังไม่มีการเผยสถิติอย่างเป็นทางการออกมา แต่คณะทำงานจัดทำแผนและมาตรการลดการสูญเสียจากบนท้องถนน ยังคงยืนยันถึงตัวเลขผู้เสียชีวิตดังกล่าว ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้เรียกได้ว่าเป็นวิกฤติที่รุนแรงเป็นอย่างยิ่ง

ขณะที่ ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ได้เผยถึงแผนป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2561 ภายใต้แนวคิด “ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร” โดยมุ่งขับเคลื่อน 6 มาตรการลดปัจจัยเสี่ยงอุบัติเหตุทางถนน ครอบคลุมทั้งคน รถยนต์ ถนน และสิ่งแวดล้อม ได้แก่ 1. มาตรการลดปัจจัยเสี่ยงด้านคน มุ่งเน้นการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเข้มข้น คุมเข้มพฤติกรรมเสี่ยงอุบัติเหตุ ทั้งขับรถเร็ว เมาแล้วขับ และไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย, 2. มาตรการลดปัจจัยเสี่ยงด้านถนนและสิ่งแวดล้อม มุ่งแก้ไขจุดเสี่ยงและสร้างสภาพแวดล้อมริมทางให้ปลอดภัย อีกทั้ง จัดตั้งจุดบริการอำนวยความสะดวกในการเดินทางบนเส้นทางต่างๆ 3. มาตรการลดปัจจัยเสี่ยงด้านยานพาหนะ เน้นคุมเข้มมาตรฐานความปลอดภัยของยานพาหนะทุกประเภท โดยเฉพาะรถโดยสารสาธารณะประจำทางและไม่ประจำทาง, 4. มาตรการดูแลความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว โดยกำหนดมาตรการลดอุบัติเหตุให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่, 5. มาตรการด้านความปลอดภัยทางน้ำ โดยตรวจสอบความปลอดภัยของเส้นทางสัญจรทางน้ำ เรือ-โดยสาร ท่าเทียบเรือ และความพร้อมของอุปกรณ์นิรภัย และ 6. มาตรการด้านการช่วยเหลือหลังเกิดอุบัติเหตุ เน้นการเตรียมพร้อมระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน การเชื่อมโยงการแจ้งเหตุ และการส่งต่อผู้บาดเจ็บที่รวดเร็ว

ทั้งนี้ ศปถ. ยังได้รณรงค์สร้างจิตสำนึกความปลอดภัยทางถนน มุ่งลดพฤติกรรมเสี่ยง และเสริมสร้างความปลอดภัยทางถนน ตามหลัก “4 ห้าม 2 ต้อง” ได้แก่ ห้ามเร็ว ห้ามเมา ห้ามโทร ห้ามง่วง ต้องสวมหมวกนิรภัย และต้องคาดเข็มขัดนิรภัย โดยกำชับให้ดำเนินการอย่างเข้มข้นในช่วง 7 วันแห่งความปลอดภัย ระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2560 –  3 มกราคม 2561
Infographic อุบัติเหตุทางถนน
ย้อนดูสถิติ 7 วันอันตรายที่ผ่านมา
ย้อนกลับไปช่วงปีใหม่ 2560 ปริมาณรถยนต์บนถนนทั้งขาเข้าและขาออกกรุงเทพฯ มีจำนวนกว่า 11 ล้านคัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.1 เมื่อเทียบกับช่วงปกติที่มีปริมาณรถ 8.76 ล้านคัน ด้วยจำนวนรถยนต์มหาศาลย่อมเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูงขึ้น

จากสถิติช่วง 7 วันอันตราย ปี 2560 พบว่ามีจำนวนการเกิดอุบัติเหตุ 3,919 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 478 ราย ผู้บาดเจ็บ 4,128 ราย  เพิ่มขึ้นจากปี 2559 และมากที่สุดในรอบ 7 ปี โดยที่ผ่านมาไม่เคยมีผู้เสียชีวิตถึง 400 ราย และผู้บาดเจ็บไม่เกิน 4,000 ราย ส่วนสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือ เมาสุรา ร้อยละ 36.59 รองลงมาได้แก่ ขับรถเร็วกว่ากำหนด ร้อยละ 31.31, ขับรถตัดหน้ากระชั้นชิด ร้อยละ 17.84 และทัศนวิสัยการขับขี่ไม่ดี ร้อยละ 18.53 โดยพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือ รถจักรยานยนต์รถปิกอัพ และรถเก๋ง ตามลำดับ

ขณะที่ผลการสำรวจเรื่อง "อุบัติเหตุบนทางถนนเป็นเรื่องของใคร" โดยสำนักวิจัยซูเปอร์โพล มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชน และความเป็นผู้นำ ได้เผยถึงประสบการณ์ของผู้ใช้รถถึงการเกิดอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดขึ้นกับตัวเอง พบว่าส่วนใหญ่เคยเกิดเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ที่ใช้ หรือรถยนต์ที่ใช้ร้อยละ 76.7 ส่วนผู้ที่ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุ ร้อยละ 23.3 ขณะเดียวกันยังพบว่า คนไทยเปลี่ยนความเชื่อเกี่ยวกับสาเหตุของอุบัติเหตุ จากเรื่องของเวรกรรมมาเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์มากขึ้น  เพราะส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ความปลอดภัยทางถนน เช่น สภาพถนน การบังคับใช้กฎหมาย สภาพรถ และสภาพคนขับรถ ร้อยละ 91.4 ส่วนเชื่อว่าเป็นเรื่องของเวรกรรม ร้อยละ 32.1 

นอกจากนี้ ยังเห็นด้วยที่ว่าภาครัฐควรลงทุนตรวจสอบความปลอดภัยทางถนนทุกเส้นทางที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก ร้อยละ 96.6 และเมื่อถามถึงการลงทุนแก้ปัญหาอุบัติเหตุบนถนนเป็นเรื่องของใคร อันดับแรกระบุกระทรวงคมนาคม ร้อยละ 63.9 รองลงมาคือ รัฐบาลและ คสช. ร้อยละ 56.4, องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ระดับพื้นที่ ร้อยละ 39.9, และภาคเอกชน ร้อยละ 21.5 ตามลำดับ

ดัน ปชช. เป็นอาสาตาจราจร
ด้านคณะทำงานจัดทำแผนและมาตรการลดการสูญเสียจากภัยบนท้องถนน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้เปิดตัวโครงการ “หยุดตายบนท้องถนน ด้วยอาสาตาจราจร” ซึ่งเป็นการผสานเทคโนโลยีที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย อย่างกล้องหน้ารถยนต์ บวกกับการมีส่วนรวมของโซเชียลมีเดีย สอดรับกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยรณรงค์ให้ประชาชนมาร่วมเป็นอาสาจราจร โดยการติดกล้องหน้ารถ เพื่อช่วยกันสอดส่องผู้กระทำความผิดกฎหมายจราจร และเมื่อพบเห็นการกระทำความผิดบนท้องถนน รวมถึงคลิปอุบัติเหตุ สามารถช่วยกันรายงานเข้ามายังช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ได้แก่ เพจชมรมกล้องหน้ารถ เพจขับงี้ได้ไง เพจหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ และเพจอีจัน รวมไปถึง LINE อาสาตาจราจร @public-eyes เพื่อขยายผลส่งต่อไปยังศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

เมื่อคลิปถูกส่งมายังศูนย์ฯ จะนำคลิปมาตรวจสอบการกระทำความผิด จากนั้นจะทำการส่งหมายเรียกไปถึงที่บ้าน เช่นเดียวกับกรณีกล้องตรวจจับความเร็ว และนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 

ทั้งนี้ หลังเทศกาลปีใหม่ จะมีการคัดเลือกคลิปของอาสาตาจราจรที่ส่งเข้ามาเพื่อรับเงินรางวัล พร้อมเกียรติบัตรจากรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติคนที่ 1 โดยรางวัลคลิปยอดเยี่ยมที่ 1 รับเงินรางวัล 22,356 บาท เท่ากับจำนวนคนไทยที่เสียชีวิตทางถนนในปี 2559, รางวัลคลิปยอดเยี่ยมที่ 2 รับ 10,000 บาท และรางวัลยอดเยี่ยมที่ 3 รับ 5,000 บาท 
Infographic อุบัติเหตุทางถนน
ภาคธุรกิจชงปรับ กม.คุมน้ำเมา
โดยอุบัติเหตุกับเครื่องดื่มมึนเมาเป็นของคู่กัน ทำให้ปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 มีปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รวม 2,864 ล้านลิตร เติบโตจากปีก่อนหน้า 0.6% และในปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 ที่ 3,088 ล้านลิตร โตขึ้น 7.8% สะท้อนให้เห็นว่าคนไทย มีพฤติกรรมและธรรมเนียมการดื่มและเฉลิมฉลอง รวมไปถึงแนวโน้มการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทยที่มีอายุมากกว่า 15 ปี ก็ไม่ได้ลดลงแม้มีกฎหมายออกมา ซึ่งจากผลสำรวจขององค์การอนามัยโลก (WHO) เกี่ยวกับปริมาณการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชากรที่มีอายุมากกว่า 15 ปีทั่วโลก ระบุว่าประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 72 

ทำให้ฝั่งภาคธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย ได้ออกมาแสดงความต้องการให้ภาครัฐและเอกชนควรร่วมมือเพื่อสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับ พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และปรับปรุงกฎหมายให้มีความเป็นสากล ส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม ควบคู่ไปกับการให้ความรู้เรื่องโทษของแอลกอฮอล์กับประชาชน ซึ่งจะช่วยแก้ไขและลดทอนปัญหานักดื่มก่อนวัย ปัญหาสังคมที่เกิดจากแอลกอฮอล์ และอุบัติเหตุบนท้องถนน ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด 

นายธนากร คุปตจิตต์ นายกสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย เผยว่า ยังมีบางประเด็นที่ภาครัฐและเอกชนควรหารือร่วมกัน เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมาย ที่ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงในสังคมเรื่อยมาว่าสิ่งใดทำได้หรือไม่ได้ อีกทั้งกฎหมายยังมีความคลุมเครือในบางประเด็น และพึ่งพิงการใช้ดุลยพินิจของเจ้าพนักงานมากเกินไป จึงขาดแนวทางในการปฏิบัติที่แน่นอน  ทั้งยังเอื้อให้เกิดผลประโยชน์ที่อาจสร้างแรงจูงใจทางอ้อมให้เกิดการตีความอย่าง ไม่เป็นธรรม 

สำหรับประเด็นที่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการยังสับสน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการส่งเสริมการขาย โฆษณา และประชาสัมพันธ์  ดังจะเห็นได้จากกรณีภาพลานเบียร์หน้าศูนย์การค้ากลางกรุงฯ  ที่ติดตั้งป้ายรณรงค์ให้เหล้าเท่ากับแช่ง ซึ่งดูย้อนแย้งกัน รวมไปถึงวิธีการขาย ลักษณะการขาย ข้อกำหนดเรื่องฉลากและคำเตือน และวัน/เวลาจำหน่าย

ซึ่งทุกภาคส่วนกำลังพยายามหาทางในการแก้ไข รวมถึงออกมาตรการต่างๆ เพื่อลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นบนท้องถนน  ซึ่งเกิดขึ้นทุกวัน และทุกคนมีความเสี่ยงที่จะได้รับอันตราย จึงเป็นสิ่งที่ทุกต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพื่อที่จะให้ประเทศไทยหล่นจากแชมป์โลกที่ไม่น่ายินดีนี้เท่านั้น แต่เพื่อชีวิตของตัวเราและผู้คนรอบข้างด้วย 


นพ.แท้จริง ศิริพาณิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ
“ผมดำเนินโครงการ 7 วันระวังอันตรายมากว่า 10 ปี จากแนวคิดที่ว่าทำอย่างไรให้คนสนใจเรื่องอุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งในช่วงเทศกาลเกิดอุบัติเหตุเยอะ มีผู้เสียชีวิตรวม 7 วันกว่า 700 ราย แต่ปัจจุบันลดเหลือครึ่งหนึ่งราว 300 - 400 ราย แต่ถามว่าวันธรรมดาอีก 300 กว่าวันที่เหลือล่ะ แม้จะพยายามทำให้เทศกาลปีใหม่-สงกรานต์คนตายเป็น 0 ก็จะลดได้ประมาณ 600 - 800 คน เอาไปลบ 22,356 ลดลงไม่มากเลย ฉะนั้นผมมองว่าควรทำ 356 วันอันตรายเลย เพราะทุกวันนี้มีคนเดินออกจากบ้านแล้วไม่ได้กลับมาอีกเลย 62 คน”
นพ.แท้จริง ศิริพาณิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ


มิกกิ เพจอีจัน
“เวลาที่ดื่มอยากขอให้อย่าดื่มเกินอัตราที่ตัวเองรับได้ แล้วโวยวายเสียสติ หรือว่ามีอะไรที่ขัดใจนิดนึงก็นำไปสู่การทะเลาะวิวาท รวม ไปถึงเมาก็อย่าขับ เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่าสติจะหลุดไปตอนไหน เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน แนวทางการป้องกันคือการรู้ลิมิตของตัวเอง เพราะจะให้แอลกอฮอล์หมดไปจากสังคมเลย คงเป็นเรื่องที่ยาก ซึ่งควรส่งเสริมให้   ทุกคนตระหนักถึงเรื่องการดื่มที่ไม่ทำให้เกิดปัญหาแก่สังคม”
มิกกิ เพจอีจัน

[English]
Thailand Continues Reign as World’s Top Country with Highest Road Accident
It has been known fact that Thais take their vehicles to the road en masse during the New Year holiday, when cases of road accidents and road fatalities normally surge drastically.

During the 2017 New Year holidays, more than 400 people were killed while traveling on road and the number-1 cause was drunk driving.

In 2016 alone, road accidents killed 22,356 people or 62 deaths per day, while around 100,000 people had to be hospitalized and approximately 60,000 people became handicapped last year.

According to www.wordatlas.com, Thailand was ranked the country with the highest road accident records in 2017, with 36.2 per every 100,000 citizens killed on the road. 

As the Department of Land Transport awaits an official report on the issue from the World Health Organization, such a finding shows the situation in Thailand is truly critical.

The Road Safety Center has unveiled a new anti-road accident plan for the 2018 New Year holidays, which comprises six key points aimed at stricter law enforcement, minimization of risk factors, assurance of safety for tourists and travelers, and post-accident assistance programs.

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments