728 x 90

ฝุ่นพิษคลุมเมืองกรุง

img

ฝุ่นพิษ PM 2.5 ถือเป็นมลพิษทางอากาศที่คนกรุงต้องเผชิญ โดยริม ถ. อินทรพิทักษ์เป็นพื้นที่เสี่ยงสูดฝุ่นมากที่สุด ด้าน คพ. รับลูกเอ็นจีโอ เผยแพร่ข่าวมากขึ้น เล็งนำ PM 2.5 มาคำนวณคุณภาพอากาศ ขณะที่ กทม. นำร่องแยกสามย่าน-ปทุมวัน เขตอากาศสะอาด

เมืองหลวงฝุ่นพิษในอากาศมากมาย
ตั้งแต่เดือน ม.ค. เป็นต้นมา กทม. มีมลพิษทางอากาศสูง เนื่องด้วยสภาพอากาศนิ่ง และชั้นอากาศผกผันใกล้พื้นดิน ทำให้มลพิษทางอากาศเกิดการสะสมตัวในปริมาณมาก จากการรวบรวมข้อมูลดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) ในพื้นที่ กทม. (มี 8 สถานี) ที่เผยแพร่ทาง www.air4thai.com ระหว่างวันที่ 1-8 ก.พ. พบว่าโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง (สีเขียว) ระดับ 52-100 แต่วันที่ 7 มีพื้นที่เขตวังทองหลาง, เขตพญาไท และเขตคลองจั่น อยู่ในเกณฑ์กระทบต่อสุขภาพ (สีเหลือง) ระดับ 135-154 ทั้งนี้ไทยวัดค่า AQI จากปริมาณก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2), ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2), ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO), ก๊าซโอโซน (O3) และฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) 

ช่วงเวลาเดียวกันยังพบว่า สถานการณ์ปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ในพื้นที่ กทม. ค่อนข้างรุนแรง โดยจุดวิกฤติที่สุดคือ พื้นที่ริมถนนอินทรพิทักษ์ เขตธนบุรี เกินค่ามาตรฐานติดต่อกันถึง 7 วัน ที่ระดับ 53-91 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) และวันที่ 6 -8 ทุกสถานีเกินค่ามาตรฐานที่ระดับ 51-94 (มคก./ลบ.ม.)

ผลการศึกษาของธนาคารโลก ชี้ว่าปัจจุบันมลพิษอากาศในประเทศ ไทยเป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึง 50,000 รายต่อปี ขณะที่คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ประมาณการมูลค่าความเต็มใจที่จะจ่ายเงินเพื่อลดมลพิษทางอากาศของครัวเรือนใน กทม. ในปีนี้อาจอยู่ที่ 51,060 – 52,503 ล้านบาท/การลดฝุ่น (PM 10) 1 มคก./ลบ.ม.

เร่งนำ PM 2.5 รวมในค่า AQI
ความเคลื่อนไหวล่าสุด กรณีมีข้อเสนอจากเสวนามลพิษทางอากาศข้ามพรมแดน ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยกรีนพีซ ประเทศไทย เสนอให้ภาครัฐรายงานค่าฝุ่น PM 2.5 ทุกวันให้ประชาชนรับรู้สถานการณ์ และนำ PM 2.5 มาคำนวณในดัชนีคุณภาพอากาศ

คุณสุณี ปิยะพันธุ์พงศ์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า คพ. ได้ติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศในพื้นที่ กทม. โดยมีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบอัตโนมัติ 12 สถานี แต่มี 6 สถานีที่ติดตั้งเครื่องตรวจวัด PM 2.5 ได้แก่ พญาไท, บางนา, วังทองหลาง, ริมถ.พระราม 4, ริม ถ.ลาดพร้าว และริม ถ.อินทรพิทักษ์ ซึ่งมีการเผยแพร่ข้อมูลรายชั่วโมงผ่านทาง www.aqmthai.com และเฟซบุ๊กกรมควบคุมมลพิษ โดยผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลได้ 24 ชั่วโ มง ขณะเดียวกันในปี 2561 มีแผนติดตั้งเพิ่มเติมจำนวน 20 สถานี และคาดว่าในปี 2563 จะแล้วเสร็จครบทุกสถานีทั่วประเทศ รวมทั้งอยู่ระหว่างปรับปรุงการคำนวณค่า AQI โดยจะนำค่า PM 2.5 มาใช้ในการคำนวณด้วย 

ขณะที่ คุณธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ประเทศไทย) ได้แสดงความเห็นว่า ค่ามาตรฐานฝุ่นละอองขนาดเล็กทั้ง PM 10 และ PM 2.5 ของไทยยังไม่เข้มงวดพอ ถ้าเทียบกับคำแนะนำของ WHO โดยค่ามาตรฐาน PM 2.5 ของไทย เฉลี่ยต่อปีที่ 25 มคก./ลบ.ม. ส่วน  WHO กำหนดไว้ที่ 10 มคก./ลบ.ม. หากเกินจากนี้ไม่เข้าเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งไทยได้ทำข้อตกลงเอาไว้ เพราะฉะนั้น นอกจากการติดตั้งเครื่องวัดเพิ่ม ควรนำ PM 2.5 ไปคำนวณในดัชนีวัดคุณภาพอากาศ ให้ประชาชนได้ทราบ และต้องพิจารณาปรับเปลี่ยนค่ามาตรฐาน ซึ่งกรมควบคุมมลพิษยังไม่ได้พูดถึง

ปทุมวันนำร่องเขตอากาศดี
ด้าน กทม. เปิดตัวโครงการนำร่องเขตอากาศสะอาดในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน เพื่อรณรงค์และส่งเสริมให้ประชาชนในเมืองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดปัญหามลพิษทางอากาศในเมืองและแหล่งกำเนิดมลพิษประเภทต่างๆ เนื่องจากคนกรุงประมาณ 270,000 คน กำลังประสบปัญหาด้านสุขภาพในระบบทางเดินหายใจ 

โดยเริ่มนำร่องในเขตปทุมวัน บริเวณถนนพญาไท ตั้งแต่แยกสามย่าน-แยกปทุมวัน ระยะทาง 1.5 กม. เนื่องจากเป็นพื้นที่มีการจราจรหนาแน่น ทำให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศสูง การดำเนินการประกอบด้วย 6 มาตรการ 12 กิจกรรมการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และประชาชน เช่น การเฝ้าระวังคุณภาพอากาศ การควบคุมมลพิษที่แหล่งกำเนิด อาทิ ยานพาหนะ และสถานที่ก่อสร้าง การล้างทำความสะอาดถนน การปลูกต้นไม้ การจัดการจราจร ตลอดจนการประชาสัมพันธ์สร้างจิตสำนึกในการรักษาคุณภาพอากาศ เป็นต้น

นอกจากนี้ นางวัลยา วัฒนรัตน์ ผอ.สำนัก สิ่งแวดล้อม กทม. กล่าวถึงการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษในอากาศพื้นที่กรุงเทพฯ ว่า ได้ดำเนินการตามมาตรการ 15 ลด 2 เพิ่ม อาทิ มาตรการลดมลพิษจากการจราจร ได้แก่ เข้มงวดการตรวจจับรถยนต์ควันดำ, ตรวจสอบรถบรรทุกหรือรถขนย้ายวัสดุให้มีผ้าใบปิดคลุมให้มิดชิด, รณรงค์ไม่ขับช่วยดับเครื่อง, ส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งมวลชน เป็นต้น มาตรการลดฝุ่นละอองจากการก่อสร้าง ได้แก่ ควบคุมบริเวณก่อสร้างให้มีรั้วทึบโดยรอบ, คุมเข้มให้มีผ้าใบปิดคลุมการก่อสร้างให้มิดชิด กำชับให้มีการล้างล้อรถก่อนออกจากสถานที่ก่อสร้าง ฉีดน้ำทำความสะอาดพื้นที่ก่อสร้างทุกวัน และห้ามทำการช่วงเวลา 18.00 – 06.00 น. และมาตรการลดฝุ่นละอองจากการเผาและกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ ควบคุมไม่ให้มีการเผาขยะและเผาในที่โล่ง รวมถึงควบคุมดูแลกิจการผลิตคอนกรีตผสมเสร็จ

เมืองเดินได้ช่วยลดมลพิษ
จากการสำรวจของ Urban Design and Development Center (UDDC) พบว่า ระยะทางที่คนกรุงเทพฯ พอใจจะเดินเท้าไปยังสถานที่ต่างๆ ไกลที่สุด คือ 797.6 เมตร หรือเป็นเวลา 9.97 นาที มากกว่าคนญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และคนฮ่องกง ที่มีระยะทาง 820 เมตร, 805 เมตร และ 600 เมตร ตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนกรุงเทพฯ ที่ผู้คนย้ายมาอยู่คอนโดตามแนวรถไฟฟ้า และการพัฒนาระบบราง 12 สายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เมืองเปลี่ยนโฉม ทั้งนี้ มีถนนเดินได้เพียง 134 เส้น หรือ 14% จากทั้งหมด 963 เส้น โดย 60% ของเขตเมืองชั้นในคือย่านเดินได้ จึงเกิดโครงการเมืองเดินได้ เมืองเดินดี (Goodwalk) ส่งเสริมการเดินเท้า และลดใช้การคมนาคมขนส่งซึ่งปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหาฝุ่นควัน 

จากการศึกษาพบว่าเกาะรัตนโกสินทร์, บางรัก และสีลม ซึ่งเป็นย่านธุรกิจ มีเป้าหมายสำหรับการเดินเยอะ ซึ่งภาครัฐควรลงทุนเพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเดิน เนื่องจากทางเท้ายังมีสิ่งกีดขวาง ทุกคนต้องคอยเลี่ยงรถจักรยานยนต์ อีกทั้งหลุมบ่อต่างๆ ทางสำหรับคนพิการก็ไม่สามารถใช้ได้จริง เพื่อให้ผู้คนได้มาเดินกันมากขึ้น 

การที่ฝุ่นละอองขนาดเล็กถูกหยิบยกเป็นเรื่องใหญ่ในวันนี้นับเป็นสัญญาณที่ดีต่อการแก้ไขปัญหา แต่คงต้องติดตามต่อว่าแผนที่ภาครัฐวางไว้ในตอนนี้จะไม่ใช่เพียงการปัดเป่าปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น เพราะไม่เพียงที่ไทยมีเป้าหมายเป็นประเทศพัฒนาที่ยั่งยืนแล้ว เหนือสิ่งอื่นใดคือทุกชีวิตบนโลกต้องการอยู่ในที่อากาศบริสุทธิ์ 


คุณสุวรรณา เตียรถ์สุวรรณ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ
“ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คพ. เดินหน้ามาตรการควบคุมและแก้ปัญหามลพิษทางอากาศใน กทม. อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันพบว่ามีแนวโน้มสถานการณ์ดีขึ้น ฝุ่นละอองยังคงเป็นมลพิษทางอากาศหลักอยู่ แม้จะตรวจวัดค่าฝุ่นละอองเฉลี่ยรายปีอยู่ที่ 41 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ต่ำเกินค่ามาตรฐานที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่ภาพรวมยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน จึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาพื้นที่การจราจรหนาแน่น และริมถนนที่มีการก่อสร้าง ด้วยการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ และรถขนส่งสาธารณะ เช่น รถเมล์ที่มีสภาพเก่า ควรตรวจสภาพรถให้อยู่ในสภาพที่ดีอยู่เสมอ ส่วนน้ำมันเชื้อเพลิงในอนาคตควรพัฒนาคุณภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น”
คุณสุวรรณา เตียรถ์สุวรรณ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ

ผศ.ดร. วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์
“เรารู้แล้วว่ามีต้นทุนเพื่อลดมลพิษทางอากาศใน กทม. 5 หมื่นกว่าล้านบาท ผมต้องการส่งสัญญาณให้ผู้กำหนดนโยบายชั่งตวง ระหว่างต้นทุนกับผลประโยชน์ที่จะได้รับ ถ้าปล่อยให้สภาพอากาศเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็อยากให้คิดภาพโรงพยาบาลที่ผู้คนมารักษาโรคทางเดินหายใจ เราทราบกันแล้วว่า PM 2.5 และ PM 10 ส่งผลต่อร่างกายถึงขั้นเป็นมะเร็ง ผมไม่อยากให้คิดว่าแต่ละคนก็รับผิดชอบกันเองไป ฉะนั้นการดำเนินนโยบายมีต้นทุน ผมให้ตัวเลขเอาไว้แล้ว ถ้าจะดำเนินการต้องใส่งบประมาณเท่าใดถึงจะคุ้มค่า แลกกับประโยชน์ที่จะสามารถช่วยรักษาชีวิตคนได้”
ผศ.ดร. วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์

คุณวาสนา ฤกษ์โภคี ประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร
“มลพิษทางอากาศจากฝุ่นละอองในตอนนี้มีผลกระทบกับชีวิตประจำอยู่บ้าง อย่างเรื่องทัศนวิสัยที่อาจจะมองเห็นไม่ชัดเจนเท่าที่ควรเวลาหมอกมลพิษลงเยอะ แม้จะยังไม่มีผลต่อสุขภาพ แต่ถ้าต้องอยู่กับมลพิษแบบนี้ทุกวัน คิดว่าอนาคตระยะยาวอาจมีผล ซึ่งอยากฝากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ในเมื่อตรวจสอบคุณภาพอากาศได้ และมีข้อมูลว่ามลพิษนี้เกิดมาต่อเนื่องหลายปีแล้ว ทำไมถึงยังปล่อยให้ประชาชนสูดมลพิษเข้าเต็มปอดมาหลายปี อย่างล่าสุดที่เกิดขึ้นช่วงนี้ ทำไมถึงไม่แจ้งสื่อเพื่อเตือนประชาชนให้เตรียมรับมือแต่เนิ่นๆ”
คุณวาสนา ฤกษ์โภคี ประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร

[English]
Alarming Level of Dust Particles in Bangkok

The Bangkok Metropolitan Administration has initiated measures to tackle the alarming air pollution situation in Bangkok, where air quality has hit the dangerous level, as the Pollution Control Department continued to report particulate matter (PM) 2.5 dust in the Thai capital and adjacent areas.

PM is the term for a mixture of solid particles and liquid droplets found in the air, which could be large or dark enough to be seen with the naked eye.  The World Health Organization sets a safe level of PM 2.5, or dust particles at only 2.5 micrometers in diameter.

According to the PCD, Air Quality Index collected from eight stations in Bangkok during February 1 and 6 was in the Green or moderate zone, before it moved into the Yellow zone, which indicated possible health impact, during February 6 and 7 in some districts of Bangkok.

During this period, the most critical area of the city had been along the Intarapitak Road in Thonburi District, where the air quality has exceeded the safe level for six days.

To help some 270,000 Bangkok residents from respiratory-related illnesses, the BMA already started a “clean air” campaign in Pathumwan District, where traffic condition has always been congested.  Under its campaign, the public is invited to work with the authorities to help monitor air quality and identify sources of pollution, such as vehicle exhaust and construction sites, as well as clean the roads and the pavements, grow plants and join in the good air quality awareness PR activity.

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments