728 x 90

มหากาพย์เงินทอนวัด เงินทำบุญไปไหน?

img

จากกรณีมหากาพย์ทุจริตเงินทอนวัด แม้จะไม่ส่งผลให้ศรัทธาที่มีต่อหลักธรรมคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนา ตลอดจนพระสงฆ์ส่วนใหญ่ ผู้ยึดมั่นในธรรมจริยวัตรจืดจางไป แต่ผลสะท้อนที่มีกลับมาจากกรณีนี้ คือการเดินหน้าปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ที่อาจหมายรวมถึงพุทธศาสนิกชนชาวไทยที่ต้องร่วมทบทวนการทำบุญด้วยพลังแห่งศรัทธา รวมไปถึงการบริจาคเงินให้ถูกที่ถูกทางด้วยเช่นกัน  

คนไทยใจบุญชอบบริจาค-ช่วยคนแปลกหน้า  
เรื่องความใจบุญของคนไทยนั้นเป็นที่รู้กันมานาน โดยมีสถิติที่ทำให้เราได้เห็นภาพของระดับความใจบุญของคนไทยชัดเจนขึ้น คือ ข้อมูลจาก CAF World Giving Index จัดทำโดย Charities Aid Foundation  ซึ่งจัดอันดับโดยใช้ข้อมูล 3 ข้อ คือ
1. การช่วยเหลือคนแปลกหน้า
2. การบริจาคเงินให้องค์กรการกุศล และ
3. การทำงานอาสาสมัคร แล้วนำข้อมูล 3 ข้อมาเป็นคะแนนในการจัดอันดับจาก 140 ประเทศ 


จากสถิตินี้ระบุว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ใจบุญสุนทานอันดับที่ 16 ของโลก โดยมี 51% ที่ช่วยคนแปลกหน้า 19% ที่พร้อมทำงานด้านอาสาสมัคร และมีถึง 68% ที่ชอบบริจาคเงิน แสดงให้เห็นว่าคนไทยชอบทำบุญโดยการบริจาคเงินมากที่สุด ไม่ว่าจะด้วยการบริจาคเงินให้องค์กรการกุศลหรือมูลนิธิ การทำบุญที่วัด หรือบริจาคเงินตามช่องทางต่างๆ 
ประเทศที่ชอบทำบุญ
คนไทยพร้อมเปย์บริจาค-ทำบุญกว่า 7 หมื่นล้านบาท/ปี 
สอดคล้องกับข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่ทำการวิจัยเรื่องการศึกษาการลงทุนด้านสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของภาคีสุขภาวะ ซึ่งสำรวจล่าสุดเมื่อปี 2559 พบว่าประเทศไทยมีเงินบริจาคเพื่อการกุศลเฉลี่ยปีละ 70,000 ล้านบาท และมีงบประมาณจากรัฐสนับสนุนกองทุนด้านสังคม 5 กองทุน คือ กองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม กองทุนคุ้มครองเด็ก กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาสำหรับคนพิการ โดยในปี 2559 มีจำนวน 453 ล้านบาท คิดเป็น 0.02% ของงบประมาณทั้งหมดที่มี 2.72 ล้านบาท 

ขณะที่สำนักข่าวไทยพับลิก้าได้นำฐานข้อมูลภาษีของกรมสรรพากรมาวิเคราะห์พบว่าในปี 2551 มีผู้เสียภาษีนำใบเสร็จรับเงิน-ใบอนุโมทนาบัตรมาหักลดหย่อนภาษีกับกรมสรรพากร แบ่งเป็นการบริจาคเงินเพื่อการศึกษา 29,929 ล้านบาท และบริจาคเงินอื่นๆ 25,307 ล้านบาท 

อย่างไรก็ดีทางทีดีอาร์ไอมองว่า แม้จะมียอดเงินบริจาคและเงินสนับสุนนจากรัฐให้กองทุนด้านสังคมสูง แต่ยังมีปัญหาการใช้เงินให้มีประสิทธิภาพ และมาตรการด้านภาษียังมีข้อจำกัด เพราะต้องบริจาคให้มูลนิธิที่กระทรวงการคลังประกาศให้เป็นองค์กรการกุศลสาธารณะ ตามมาตรา 47(7) เท่านั้น ทีดีอาร์ไอจึงแนะนำให้รัฐวางระบบที่เอื้อต่อการลงทุนเพื่อสังคมอย่างแท้จริง โดยอาจพิจารณาใช้มาตรการ เช่น พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม สนับสนุนและให้ภาคสังคมร่วมกันสร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้เกี่ยวข้อง 

อย่างไรก็ตามคนไทยนิยมทำบุญกับวัด ไม่ว่าจะเป็นวันเกิด หรือวันสำคัญต่างๆ เนื่องด้วยวิถีชีวิต และการเข้าถึงวัดที่ง่ายและสะดวกต่อการเดินทางมากกว่าองค์กรหรือมูลนิธิ ทำให้คนไทยยังนิยมไปทำบุญที่วัด แม้จะมีช่องทางการทำบุญที่หลากหลาย หรือมีกระแสข่าวในเชิงลบ ก็เชื่อว่าไม่กระทบต่อความศรัทธาและความตั้งใจทำบุญของคนไทย และคาดว่าเงินในส่วนของการทำบุญตามวัดในเทศกาลต่างๆ ยังไม่มีหน่วยงานใดทำการสำรวจผลที่ชัดเจน แต่คาดว่าจะมีมูลค่ามหาศาลเช่นกัน 
ทำบุญ
สำรวจวัดทั่วไทยมีรายได้เฉลี่ย 3.2 ล้านบาท/ปี 
นอกจากนั้น ประธานทีดีอาร์ไอ “ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์” ได้นำงานวิจัยของ ผศ.ดร.ณดา จันทร์สม จากคณะพัฒนาเศรฐกิจ นิด้า เกี่ยวกับการบริหารเงินของวัดมานำเสนอ โดยระบุว่าจากการสำรวจเมื่อปี 2555 พบว่าในขณะนั้นไทยมีวัดที่มีพระอยู่เกือบ 4 หมื่นวัด ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยปีละ 3.2 ล้านบาท และมีรายจ่ายประมาณ 2.8 ล้านบาท เมื่อคูณกับรายได้ของวัดกับจำนวนวัดที่มีอยู่ในประเทศไทย คาดว่าจะมีเงินหมุนเวีย