728 x 90

เปิดเหตุผลทำไม “กรุงเทพฯ” เป็นเมืองน่าเที่ยวแต่ไม่น่าอยู่?

img

กทม. จมโซนท้ายตารางเมืองน่าอยู่โลก
Economist Intelligence Uni (EIU) เปิดเผยรายงาน The Global Liveability Index 2018 ซึ่งเป็นการจัดอันดับเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลก โดยสำรวจและเก็บข้อมูลด้านความมั่นคงทางการเมือง, สังคม, เศรษฐกิจ  อาชญากรรม, สิ่งแวดล้อม, การเข้าถึงสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน, รวมถึงด้านการศึกษา ใน 140 เมืองทั่วโลก พบว่า กรุงเทพฯ ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 98 ส่วนเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกคือ กรุงเวียนนา เมืองหลวงประเทศออสเตรีย

ขณะที่รายงาน Quality of Living Ranking 2018 โดย Mercer บริษัทที่ปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคลชั้นนำของโลก ซึ่งสำรวจสภาพความเป็นอยู่ของประชากรในกว่า 450 เมืองทั่วโลก พิจารณาจาก 10 หมวด ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางการเมืองและสังคม, เศรษฐกิจ, วัฒนธรรม, การแพทย์และสุขอนามัย, ระบบคมนาคมขนส่ง, มาตรฐานและโอกาสเข้าถึงการศึกษา, สถานที่สันทนาการ, สินค้าอุปโภคบริโภค, ที่อยู่อาศัย และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ปรากฏว่า กรุงเทพฯ​ อยู่ในอันดับ 132 ลดลงจากปีที่แล้ว 1 อันดับ ส่วนเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกคือกรุงเวียนนาเช่นเดียวกัน


เมืองน่าเที่ยวระดับโลก
จากการจัดอันดับเมืองน่าอยู่ที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้เกิดข้อสงสัยที่ว่า เพราะเหตุใด กรุงเทพฯ จึงอยู่ในโซนท้ายตาราง ทั้งที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองน่าเที่ยวที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อย่าง มาสเตอร์การ์ด เผยผลสำรวจดัชนีจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก (2017 Global Destination Cities Index) ยกให้เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมมาท่องเที่ยวที่สุดในโลก ถึง 19.41 ล้านคน ครองแชมป์ติดกัน 2 ปีซ้อน

ล่าสุด พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวผ่านรายการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนว่า เป็นที่น่ายินดีที่ปีนี้ประเทศไทยได้รับการโหวตให้เป็นประเทศที่ดีที่สุดสำหรับผู้คน อันดับ 1 ของโลก และเป็นประเทศที่ดีที่สุดอันดับ 3 รองจากอิตาลี และกรีซ จากการประกาศรางวัล Conde’Nast Traveller Readers Travel Awards โดยนิตยสาร Conde Nast Traveller นิตยสารท่องเที่ยวชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมาจากการโหวตของผู้อ่านนิตยสารดังกล่าวทั่วโลก นอกจากนี้ ในประเภท Hotels, Asia & Indian Subcontinent โรงแรมของไทยก็ยังได้รับการโหวตให้ติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก ถึง 2 แห่ง คือโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพ ได้อันดับ 4 และโรงแรมซิกส์เซ้นส์ยาวน้อย เกาะยาวน้อย จังหวัดพังงา ได้อันดับที่ 5

ขณะเดียวกัน คุณอภิชาติ จีระพันธุ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยังได้เผยถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวของไทย ในช่วงครึ่งแรกของปี 2561 ว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาถึง 19.44 ล้านคน เพิ่มขึ้น 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากเป้าหมายที่คาดว่าตลอดทั้งปีจะมีนักท่องเที่ยว 30 ล้านคน โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน ยังคงเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตสูงที่สุด 26% หรือ 5.9 ล้านคน การท่องเที่ยวถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญของประเทศ โดยปี 2560 มีสัดส่วนถึง 20% ของจีดีพี หรือประมาณ 2.76 ล้านล้านบาท

อีกทั้ง ไทยยังคว้าอันดับ 1 รางวัล Star Cultural & Heritage Holidays Destination และอันดับ 2 รางวัล Star Online Training Course จากเวที STAR AWARDS 2018 ณ กรุงลอนดอน โดย Travel Bulletin นิตยสารเทรดชั้นนำแห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งมาจากการโหวตของผู้ประกอบการท่องเที่ยวในสหราชอาณาจักร ซึ่งไทยเป็นประเทศเดียวในเอเชียที่ไดัรับรางวัลบนเวทีนี้

เช่นนั้นแล้ว จึงชวนมาดูกันว่า อะไรที่ทำให้ความน่าอยู่ของกรุงเทพฯ มีน้อยนัก โดยนำเกณฑ์จากการสำรวจข้างต้น มาพิจารณาประกอบ เพื่อที่จะฉายให้เห็นว่าเราสามารถหาทางยกระดับให้เมืองหลวงของไทยน่าอยู่มากขึ้นหรือไม่


พื้นที่สีเขียวต่ำกว่ามาตรฐานโลก
องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดค่าเฉลี่ยอัตราพื้นที่สีเขียวที่เหมาะสมต่อประชากรในเมืองไว้ที่ 9 ตร.ม./คน แต่ปัจจุบันกรุงเทพฯ​ มีพื้นที่สีเขียวในรูปแบบสวนสาธารณะหลัก สวนสาธารณะรอง และพื้นที่สีเขียวยั่งยืน รวม 7,900 แห่ง คิดเป็นพื้นที่ 37.5 ล้าน ตร.ม. เทียบอัตราส่วนเพียง 6.60 ตร.ม./คน ซึ่งตํ่ากว่ามาตรฐานของ WHO

แม้ว่า กทม. มียุทธศาสตร์พัฒนากรุงเทพฯ สู่ มหานครสีเขียว สะดวกสบาย ด้วยเป้าหมายคือการมีพื้นที่สีเขียวกระจายครอบคลุมทั่วมุมเมือง ผ่านโครงการต่างๆ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวทุกปี วางเป้าอัตราส่วนพื้นที่สีเขียวที่ 9  ตร.ม./คน ในปี 2575 และจากนั้นจะเพิ่มเป็น 12 ตร.ม./คน ซึ่งขณะนี้มีโครงการก่อสร้างและปรับปรุงสวนสาธารณะ 14 แห่ง โดยปรับปรุงสวนสาธารณะ 10 แห่ง และสร้างใหม่อีก 4 แห่ง ซึ่งเปิดให้ใช้บริการแล้วคือ สวนสิริภิรมย์ เขตมีนบุรี พื้นที่ 78 ไร่ นอกจากนี้ กทม. และยังมีโครงการรวมสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) และสวนจตุจักร เป็นอุทยานจตุจักร รวมพื้นที่กว่า 700 ไร่

อย่างไรก็ตามก็อาจจะเป็นเรื่องยากที่ กทม. จะเดินหน้าทำตามเป้าหมายได้ เนื่องจากไม่ได้วางผังเมืองมาสำหรับพื้นที่สีเขียวตั้งแต่ต้น ทำให้มีตึกรามบ้านช่องหนาแน่น และไม่สามารถปลูกต้นไม้ใหญ่ได้มากนัก ยังมีข่าวการตัดต้นไม้ใหญ่อยู่เนืองๆ ประกอบกับการเติบโตของเมือง ก่อให้มีการพัฒนาที่อยู่อาศัยจำนวนมาก ทำให้ราคาที่ดินปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น การเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยการสร้างสวนสาธารณะของ กทม. ต้องใช้งบประมาณสูงถึง 2,500,000-3,000,000 บาท/ไร่ และยังต้องใช้งบในการดูแลรักษาสวนสาธารณะต่อเนื่องเฉลี่ยเดือนละ 2,000-5,000 บาท/เดือน/ไร่ ถือว่าเป็นงบประมาณจำนวนมาก

เมืองหลวงมลพิษมากมาย
นับวันคนกรุงยิ่งต้องเผชิญกับปัญหามลพิษทางอากาศ อันมาจากกิจกรรมต่างๆ ทั้งไอเสียจากการจราจร ภาคโรงงานอุตสาหกรรม การเผาในที่โล่ง ภาคการก่อสร้างต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคอสังหาฯ กระทั่งโครงการรถไฟฟ้าที่กระจายทั่วทั้งกรุงเทพฯ ผลการศึกษาของธนาคารโลก ชี้ว่ามลพิษอากาศเป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของคนไทยสูงถึง 50,000 รายต่อปี ขณะที่คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ประมาณการมูลค่าความเต็มใจที่จะจ่ายเงินเพื่อลดมลพิษทางอากาศของครัวเรือนในกทม. อาจอยู่ที่ 51,060 – 52,503  ล้านบาทต่อการลดฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 10 ไมครอน (PM 10) ลง 1 มคก./ลบ.ม.

ขณะที่ช่วงต้นปีที่ผ่าน กรุงเทพฯ ต้องเผชิญกับสภาพอากาศอันเลวร้ายจากปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) เกินค่ามาตรฐานที่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กำหนด ไม่เกิน 50 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร/วัน ติดต่อกันถึง 7 วันในพื้นที่ ถ.อินทพิทักษ์

ขณะที่ล่าสุด คพ. ได้เริ่มดำเนินการทดสอบระบบการรายงานคุณภาพอากาศตามดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) ใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา โดยปรับปรุง AQI ที่ใช้ค่า PM2.5 ในการคำนวณแล้ว อย่างไรก็ตามทาง กรีนพีซ สังเกตว่า AQI ใหม่ เป็นการรายงานโดยใช้ค่าเฉลี่ย 24 ชม. ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าคุณภาพอากาศเป็นเช่นนั้นตลอดทั้ง 24 ชั่วโมง ที่จะแตกต่างจากการรายงานรายชั่วโมง ซึ่งจะระบุถึงคุณภาพอากาศ ณ ชั่วโมงดังกล่าว เมื่อมีมลพิษทางอากาศเกิดขึ้น ฉะนั้นการรายงานค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงไม่สามารถตอบรับต่อวิกฤตมลพิษทางอากาศที่ส่งผลต่อสุขภาพของผู้คนได้ทันท่วงที จึงเสนอแนะให้ คพ. มีการรายงานดัชนีคุณภาพอากาศที่รวม PM2.5 โดยใช้ค่าเฉลี่ยรายชั่วโมง ซึ่งยังคงต้องติดตามต่อไปว่าการปรับปรุงค่าคุณภาพอากาศจะได้ข้อสรุปอย่างไร เพราะที่สุดแล้วผู้ที่กระทบคือคนกรุงเทพฯ​ ทุกคน และคงไม่มีใครทนอยู่ในเมืองที่อากาศไม่บริสุทธิ์ได้อย่างแน่นอน

ถนนหด-รถติด กับการเร่งสปีดสู่มหานครแห่งราง
ปัจจุบันกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีรถไฟฟ้าให้บริการ 5 เส้นทาง ระยะทางรวม 109.8 กม. ในอนาคตกรุงเทพฯ จะก้าวขึ้นมาเป็นมหานครแห่งระบบรางแห่งใหม่ โดยภายในปี 2572 ระบบรถไฟฟ้าจะครอบคลุมระยะทางเพิ่มขึ้นเป็น 464 กม. สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 5.13 ล้านคน/วัน

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการพัฒนาโครงข่ายรถไฟฟ้าหลากสีกว่า 8 สายทางพร้อมๆ กัน ต้องแลกมาด้วยสภาพการจราจรที่ติดขัดมากยิ่งขึ้น เนื่องจากการก่อสร้างส่วนใหญ่อยู่บนเส้นทางหลัก ไม่ว่าจะเป็น สายสีชมพู (แคราย - มีนบุรี) ผ่าน ถ.แจ้งวัฒนะ ถ.รามอินทรา สายสีเหลือง (ลาดพร้าว - สำโรง) ผ่าน ถ.ลาดพร้าว ถ.ศรีนครินทร์ แต่ที่สาหัสสุดเห็นจะเป็น สายสีส้ม (ส่วนตะวันออก ศูนย์วัฒนธรรม - มีนบุรี สุวินทวงศ์) ที่พาดผ่าน ถ.รัชดาฯ และ ถ.พระราม 9 ต้องเสียพื้นผิวถนนนานถึง 5 ปี และล่าสุดกับ สายสีน้ำตาล (แคราย - ลำสาลี (บึงกุ่ม) ที่จะสร้างรถไฟฟ้าคู่ทางด่วน ผ่าน ถ.เกษตร - นวมินทร์ ขณะที่ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เผยถึงการสำรวจการจราจรในปี 2560 พบว่าอัตราความเร็วเฉลี่ยในช่วงเวลาเร่งด่วนตอนเช้า อยู่ที่ 15 กม./ชม. ส่วนตอนเย็น อยู่ที่ 28.1 กม./ชม.

ถึงอย่างนั้นการขยายโครงข่ายรถไฟฟ้า 10 เส้นทางตามแผน M-Map 1 อาจไม่สามารถลดปัญหาการจราจรติดขัดให้หมดลงไปได้ เนื่องจากปัจจุบันมีโครงข่ายถนนรองรับการเดินทางเพียง 4,283 กม. จึงมีการศึกษาและกำหนดโครงการขยายถนน-ทางด่วนเพิ่มอีก 222 เส้นทาง ซึ่งจะทำให้กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีโครงข่ายถนนเพิ่มขึ้นอีก 1,047 กม. ในอีก 11 ปีข้างหน้า เพื่อแก้ไขปัญหาการเดินทางในเมืองให้ดียิ่งขึ้น ช่วยลดความล่าช้าในการเดินทางได้ถึง 33 ชั่วโมง/คน/ปี และลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจในปี 2572 ได้มากกว่า 50,000 ล้านบาท ทั้งนี้ โครงการศึกษาจัดทำแผนแม่บทบูรณาการพัฒนาระบบการจราจรในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ระหว่างรอเสนอคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) พิจารณา เพื่อใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ ต่อไป

อสังหาริมทรัพย์แพงหูฉีก
แต่ละวันมนุษย์เงินเดือนในกรุงเทพฯ หมดเวลาไปกับการเดินทางไปกลับออฟฟิศและที่พักอาศัย เฉลี่ย 2 ชั่วโมง/วัน ซึ่งมาจากการจราจรในกรุงเทพฯ ที่ได้ชื่อว่าติดขัดมากที่สุดอันดับ 1 ของเอเชีย โดยเฉพาะกลุ่มผู้พักอาศัยเขตปริมณฑล ต้องใช้เวลาเดินทางเฉลี่ยวันละ 2.31 ชั่วโมง มากกว่ากลุ่มที่พักอาศัยในกรุงเทพฯ​ ประมาณ 40 นาที

การลงทุนซื้อที่อยู่อาศัยในเมืองเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับการย่นระยะเวลาเดินทาง โดยเฉพาะโครงการที่อยู่ติดกับเส้นทางรถไฟฟ้า แต่จากการสำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2561 โดยดีดีพร็อพเพอร์ตี พบว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ 70% มองราคาอสังหาฯ แพงเกินกว่าที่ควรจะเป็น ส่งผลให้ดัชนีความพึงพอใจที่มีต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ของผู้บริโภคลดลง 57% จาก 68% เมื่อ 3 ปีก่อน และมีความสามารถในการซื้อลดลง

อีกทั้งผู้บริโภคมองว่า ภาครัฐควรสนับสนุนให้คนเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น โดยรัฐควรกำหนดเกณฑ์ราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่เปิดขายใหม่ ออกมาตรการหรือนโยบายช่วยเหลือผู้ซื้อบ้านหลังแรกและควบคุมอุปทานของอสังหาฯ ทุกประเภท ขณะเดียวกัน 83% มองว่าอสังหาฯ​ จะมีมูลค่าสูงขึ้นภายใน 1-5 ปี ในส่วนระดับราคาที่มีความสามารถในการซื้อไม่เกิน 5 ล้านบาท

เมืองที่ค่าครองชีพสูง
กรุงเทพฯ​ เป็นเมืองที่ค่าครองสูงระดับต้นๆ ของประเทศ​ จากผลการสำรวจของเอยูโพล พบว่าคนกรุงเทพฯ​ ส่วนใหญ่มีความคิดว่าค่าครองชีพ ราคาสินค้าและบริการสูงเกินไป โดยมีรายรับพอๆ กับรายจ่าย

ขณะที่ Numbeo เผยดัชนีค่าครองชีพ (Cost of Living) ซึ่งพบว่ากรุงเทพฯ อยู่ที่ 48.91 ในอันดับที่ 60 ของโลก เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน ค่าครองชีพแพงรองจากสิงคโปร์ที่ดัชนีอยู่ที่ 91.40 ส่วน Mercer ซึ่งสำรวจค่าครองชีพในเมืองทั่วโลกสำหรับชาวต่างชาติที่ไปอาศัยอยู่ พบว่ากรุงเทพฯ อยู่ที่อันดับ 52 ของโลก เหนือกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย กรุงฮานอยของเวียดนาม โดยที่ตัวชี้วัดค่าครองชีพมี 200 รายการ ตั้งแต่ค่าที่พัก อาหาร ระบบขนส่ง เครื่องแต่งกาย กาแฟ น้ำมัน (1 ลิตร) ขนมปัง เบียร์ จนถึงตั๋วภาพยนตร์

ขณะเดียวกัน กรุงเทพฯ เพิ่งเริ่มเข้าสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ซึ่งกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยผลการวิจัยจากวีซ่าระบุว่า กรุงเทพฯ อยู่ในกลุ่มเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัล (Digitally Transitioning) เช่นเดียวกับอีกหลายเมืองทั่วโลก ซึ่งหากมีใช้จ่ายทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างแพร่หลาย จะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศมีมูลค่าเพิ่มขึ้นประมาณ 1.26 แสนล้านบาท โดยที่มีการประมาณการว่าผู้บริโภค จะได้รับผลประโยชน์ราว 3 พันล้านบาท ภาคธุรกิจ 7.3 หมื่นล้านบาท  และภาครัฐบาล 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจากการประเมินสถานการณ์ชี้ว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นมาจากหลายปัจจัย เช่น การประหยัดเวลาระหว่างการดำเนินธุรกิจและธุรกรรมการเงิน ทั้งการซื้อขายแบบค้าปลีก การลดลงของต้นทุนการ ขนส่ง รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้าออนไลน์และในร้าน ภาษีที่เพิ่มขึ้น การประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ รวมถึงอาชญากรรมที่เกี่ยวกับเงินสดจะลดลง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงสิ้นเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา เกิดเหตุระบบโมบายแบงกิ้งของหลายธนาคารขัดข้อง ไม่สามารถทำธุรกรรมต่างๆ ได้ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ชี้แจ้งว่าเกิดจากการทำธุรกรรมข้ามธนาคารผ่านออนไลน์ในช่วงสิ้นเดือนหนาแน่น ทำให้เกิดรายกายค้างรอจำนวนมาก รวมถึงการซื้อง่ายขายคล่องโอนเงินได้ง่ายเพียงปลายนิ้วก็เสี่ยงต่อการเกิดหนี้ขึ้นได้ การเข้ามาของเทคโนโลยีก็อาจจะทำให้เกิดผลเสียได้เช่นกัน ซึ่งผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2560 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ครัวเรือนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีรายได้เฉลี่ย 41,897 บาท/ครัวเรือน สูงกว่าภาคอื่นๆ แต่ขณะที่ค่าใช้จ่ายก็สูงตามเช่นกันที่ 33,126 บาท/ครัวเรือน รวมทั้งจำนวนหนี้สินก็สูงถึง 219,505 บาท/ครัวเรือน

การเมืองบนโร้ดแมปเลือกตั้งปีหน้า
จากการสำรวจความคิดเห็นถึงความเชื่อมั่นในตัวนักการเมืองของพลเมืองใน 137 ประเทศ โดย World Economic Forum ว่านักการเมืองจะทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมตามเจตนารมณ์ของคนส่วนใหญ่ และเดินหน้าพัฒนาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ พบว่า ไทยรั้งอันดับที่ 102 โดยมีคะแนนความเชื่อมั่นเพียง 2.3 คะแนน (เต็ม 7 คะแนน) น้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ลาว เวียดนาม รวมถึงกัมพูชา

ส่วนสถานการณ์การทางเมืองล่าสุด นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุม 4 ฝ่ายที่ประกอบด้วยตัวแทนรัฐบาล คสช., คณะกรรมการการเลือกตั้ง, คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และพรรคการเมือง เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการเตรียมการเลือกตั้ง สรุปว่าระหว่างนี้พรรคการเมืองสามารถจัดการประชุมได้ แต่ต้องทำหนังสือขออนุญาต คสช. อีกทั้งต้องได้รับพระราชทานพระราช-บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. จึงจะมีการนัดหารือระหว่างรัฐบาลและพรรคการเมืองครั้งต่อไป เพื่อเตรียมการเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง

ส่วนการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อไรนั้น คุณวิษณุระบุว่า ขึ้นอยู่กับ 5 ปัจจัย คือ 1. ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองในช่วงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2. การได้รับพระราชทาน พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. 3. การผลัดเปลี่ยน กกต. ชุดใหม่ 4. การเลือกตั้งท้องถิ่นจะจัดขึ้นเมื่อใด และ 5. ความสงบเรียบร้อยโดยทั่วไปของบ้านเมือง

ทั้งนี้ เบื้องต้นได้มีการกำหนดการเลือกตั้งทั่วไป วันที่ 24 ก.พ. 2562 จากนั้นประมาณ 90 วัน หรือในเดือน พ.ค. 2562 จึงจะมีการจัดเลือกตั้งท้องถิ่น การกำหนดให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นได้ระบุให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้กำหนดต่อไป นับว่าสถานการณ์เริ่มส่งสัญญาณว่าการเลือกตั้งกำลังจะเกิดขึ้น ในไม่ช้านี้

ปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาเป็นหนึ่งในตัวการที่ทำให้ กรุงเทพฯ รั้งอันดับท้ายๆ เมืองน่าอยู่ของโลก ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ กว่า 10 ล้านคน ต่างก็เป็นทั้งผู้สร้างและรับผลกระทบไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ฉะนั้นจึงเป็นการบ้านให้ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและประชาชนในกรุงเทพฯ ต้องร่วมมือร่วมแรงกันเพื่อปรับปรุงสิ่งที่เป็นอยู่ให้ดีขึ้น เพื่อให้มีชีวิตดีดีที่ลงตัวได้อย่างแท้จริง

__________

คุณวรรณพร คำภา ผู้อาศัยในกรุงเทพฯ
“กรุงเทพฯ​ มีการคมนาคมสะดวกสบายพอสมควร มีตัวเลือกหลากหลายรูปแบบ ของกินง่ายตามริมข้างทางจนถึงห้าง มีแหล่งท่องเที่ยวให้เลือกหลายสไตล์ ครบวงจร ทั้งการเป็นศูนย์กลางของประเทศก็มีงานให้เลือกทำหลากหลาย ค่าแรงสูง แต่ปัญหาใหญ่ที่ทำให้กรุงเทพฯ น่าอยู่น้อยลงคือ เรื่องการจราจรติดขัด บนท้องถนนก็ขาดระเบียบวินัย โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วน การเดินทางตอนกลางคืนมีหลายจุดที่มีความเสี่ยงต่ออันตรายจากอาชญากรรม ค่าครองชีพที่สูง โอกาสที่จะมีงานทำก็ไม่ใช่เรื่องง่าย บางงานต้องแย่งงานกับแรงงานต่างชาติ”

[English]
Bangkok: Favorite Destination, Not Liveable City

According to the Global Liveability Index 2018 by Economist Intelligence Unit, Bangkok was ranked 98th on the list of 140 cities around the globe, with Vienna in Austria named the world’s most liveable city.

The latest ranking was completed with consideration given to each city’s political, social and economic stability as well as its criminal records, environment, basic healthcare service and education.

Meanwhile, Mercer’s Quality of Living Index 2018, which surveyed the livelihood of citizens in over 140 cities worldwide, lowered Bangkok’s ranking one place from last year to no. 132, and put Vienna on the top of the list as well.

Bangkok’s relatively low ranking on these lists raised a question as to why a city named by the Global Destination Cities Index as the world’s most favorite destination among travelers for two years in a row received such a low score.

Some explanations may be derived from a finding by the World Health Organization, which suggested a suitable green space per capita at 9.0 square meters but Bangkok can offer only 6.6 square meters of green space per person.  In addition, air pollution in Bangkok has continued unresolved due to traffic congestion, factory activities, outdoor burning activities and construction work .

As the construction of five new electric rail routes is underway, it is inevitable that traffic woes will only worsen until all projects are completed.  Currently, it is already found that each Bangkok resident spends an average of two hours commuting between homes and offices every day, while those living in surrounding provinces spend around 2.31 hours on the road each day.  

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments