728 x 90

ขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เอื้อคนไทยหนีเที่ยวอาเซียน

img

กลายเป็นเรื่อง ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ที่ทำเอาแวดวงธุรกิจการบิน พากันเพลียใจ เมื่อกรมสรรพสามิต เล่นไปงัดข้อมูลการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน ที่ย้อนไปพบว่ามีการปรับลดครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2535 แล้วไม่เคยปรับขึ้นอีกเลย นำกลับมาพิจารณาใหม่ จนเป็นที่มาของการประกาศปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน สำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ จาก 20 สตางค์ต่อลิตร เป็น 4 บาทต่อลิตร  ภายใต้เหตุผลว่าต้องการสร้างความเป็นธรรมให้แก่โครงสร้างภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ทั้งดีเซล เบนซิน และน้ำมันในกลุ่มแก๊สโซฮอลล์ทุกชนิด รวมถึงน้ำมันหล่อลื่น  ที่จัดเก็บลิตรละ 5 บาทจากเดิมที่ไม่มีการจัดเก็บ ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มอีกปีละประมาณ 8 พันล้านบาท

เงินจำนวนนี้กรมสรรพสามิต อาจมองว่าอย่างน้อยก็มีแหล่งเงินรายได้ ที่จะเข้ามาปิดหีบงบประมาณรายจ่าย ในยุคเงินคงคลังของรัฐบาล ต่ำสุดในรอบหลายปี คำถามคือเงินที่ได้มาเพิ่ม 8 พันล้านบาท มันคุ้มกับผลกระทบต่อภาคการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศหรือไม่ เมื่อในปีนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) คาดการณ์ไว้ว่าจะสร้างรายได้หมุนเวียนภายในประเทศ 9.5 แสนล้านบาท จากการเดินทางเที่ยวในประเทศ 154 ล้านคน-ครั้ง แต่กลายเป็นว่าวันนี้ผู้โดยสาร ต้องแบกรับค่าตั๋วโดยสารภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นเที่ยวละ 150-200 บาทต่อคนต่อเที่ยวบิน หากบินไป-กลับ ก็ปาไปร่วม 300-400 บาทต่อคน เมื่อสายการบินแบกต้นทุนภาษีนี้ไม่ไหว ต้องผลักภาระให้ผู้บริโภค ซึ่งคนที่จะรู้ต้นทุนของตัวเองดีที่สุดก็คงเป็นสายการบิน  ไม่ใช่ภาครัฐที่ออกมาบอกแก้เกี้ยวว่าขึ้น 50 บาทต่อเที่ยวบินก็พอแถมยังปรับขึ้นภาษีรวดเดียว ไม่ได้ปรับแบบขั้นบันได ให้ได้ตั้งตัว  

นายพรต เสตสุวรรณ ประธานคณะกรรมการตัวแทนผู้บริหารสายการบิน (Board of Airlines Representatives : BAR) กล่าวว่า การที่กรมสรรพสามิต อ้างว่าการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานสำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ เพื่อต้องการสร้างความเป็นธรรมให้แก่โครงสร้างภาษีสรรพสามิตน้ำมันนั้น จริงๆ แล้วคงไม่ใช่ เพราะน้ำมันที่เครื่องบินเติม ไม่ใช่เบนซิลหรือดีเซล แต่เป็นน้ำมัน เจ็ท เอ วัน ซึ่งปัจจุบันก็มีราคาสูงกว่าน้ำมันทั่วไปอยู่ราว 30-40% โดยน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ที่ 52 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาเรล ขณะที่น้ำมัน เจ็ท เอ วัน อยู่ที่ 72 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาเรล ซึ่งก็จะเห็นว่ามีราคาสูงกว่าราว 20 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาเรล ดังนั้นเหตุผลนี้จึงฟังไม่ขึ้น มากไปกว่ากรมสรรพสามิต จะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีเพิ่มอีก 8 พันล้านบาทมากกว่า ซึ่งจริงๆ ท่ามกลางการแข่งขันในธุรกิจการบินที่มีสูงมาก ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็คงไม่มีใครอยากปรับขึ้นค่าตั๋วเครื่องบินแน่นอน

ดังนั้นผลที่เกิดขึ้นคือทัวร์เที่ยวในประเทศ เส้นทางระยะไกล ที่ต้องใช้บริการเครื่องบิน เพื่อความรวดเร็วในการเดินทาง ก็จะมีค่าแพ็คเกจทัวร์ที่เพิ่มสูงขึ้น ยกเว้นจะเลือกไปบินกับการบินไทยหรือสายการบินไทยสมายล์ ที่ในขณะนี้ ยังไม่ได้แจ้งปรับขึ้นราคา เนื่องจากอยู่ระหว่างการศึกษาผลกระทบและคำนวณต้นทุนที่เกิดขึ้น

นายยุทธชัย สุนทรรัตนเวช ที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) เผยว่า จากราคาตั๋วเครื่องบินที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาทัวร์เที่ยวในประเทศ จะมีราคาทัวร์ใกล้เคียงกับแพ็คเกจทัวร์เที่ยวอาเซียน ทำให้คนไทยบางกลุ่มจะตัดสินใจเดินทางเที่ยวต่างประเทศแทน หากเทียบราคาแพ็คเกจทัวร์เที่ยวเวียดนาม 3 คืน 4 วัน ขายราคา 1.29 หมื่นบาท ทัวร์ไหว้พระที่เมียนมา 3 วัน 2 คืน ราคา 9.99 พันบาท ขณะที่ทัวร์เที่ยวเชียงใหม่ 3 วัน 2 คืน พักโรงแรม 4 ดาวเท่ากันราคาราวหมื่นเศษ

งานนี้จึงไม่แปลกหากคนจะเลือกเที่ยวอาเซียนแทนเที่ยวในประเทศ  ทำให้เงินไหลออกนอกประเทศ ส่วนคนที่มีบัดเจ็ดน้อยก็ต้องยอมเลือกเดินทางโดยรถโดยสารสาธารณะ หรือรถไฟแทนที่ ยอมเสียเวลาเพื่อเซฟเงินในกระเป๋า ซึ่งจากข้อมูลของ ททท.พบว่าการเดินทางเที่ยวในประเทศของคนไทย ส่วนใหญ่จะเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวถึง 67% รองมาลงมาเป็นรถโดยสาร/รถตู้ 15.9% รถเช่าต่างๆ 13.5% และรถไฟ/เครื่องบินและอื่นๆ 3.6%

อีกทั้งจริงๆ แล้วในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ผู้โดยสารต้องรับภาระค่าโดยสารที่เพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ก่อนหน้านี้ไม่ได้มากมายเหมือนครั้งนี้ จึงทำให้คนไม่ค่อยรู้ตัว ไม่ว่าจะเป็น ค่าติดตั้งระบบบริการข้อมูลการตรวจและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า (Advance Passenger Processing System) หรือ APPS  ของสนามบินต่างๆ ที่สายการบินผลักไปรวมกับค่าตั๋วโดยสารสำหรับเส้นทางบินระหว่างประเทศอัตรา 35 บาทต่อคนต่อเที่ยวหรือไป-กลับ 70 บาทต่อเที่ยวบิน ตามมาด้วยค่าธรรมเนียมการเข้าหรือออกนอกประเทศ ที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ กพท.เรียกเก็บจากสายการบิน โดยคำนวณจากผู้โดยสารที่เดินทางเข้าหรือออกประเทศไทย (เที่ยวบินระหว่างประเทศ) ในอัตรา 15 บาทต่อคนหรือต่อเที่ยวบิน ที่ท้ายสุดผู้โดยสารก็ต้องรับภาระไป

ทั้งนี้ยังไม่รวมที่ กพท.มีแผนจะจัดเก็บค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานในประเทศ ที่จ่อจะจัดเก็บกับสายการบินต่างๆ อยู่ ซึ่งไม่ว่าจะเกิดค่าธรรมเนียมใดๆ เพิ่มขึ้นมา สายการบินก็ต้องผลักภาระไปให้ผู้บริโภค เพราะไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มสูงได้  ซึ่งประเทศเราก็แปลก ใครอยากขึ้นค่าธรรมเนียมอะไรก็ว่ากันไป แล้วขึ้นราคากันแบบนี้  ดูอย่างไงก็สวนทางกับนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวของประเทศอยู่ดี   

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments