728 x 90

จับชีพจรท่องเที่ยวไทยปี 61 คาดยอดนักท่องเที่ยว - รายได้ ไม่ถึงเป้า?

img

ตั้งแต่ต้นปีไทยเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 31.25 ล้านคน ก่อรายได้กว่า 1.63 ล้านล้านบาท แต่ต้องเผชิญกับนักท่องเที่ยวจีนที่เป็นกลุ่มใหญ่สุดชะลอตัวต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าปลายปีจะกลับมาคึกคัก ขณะที่ กรุงเทพฯ รั้งเมืองที่ชาวไทยมามากที่สุด

ปี 61 มีชาวต่างชาติมาเที่ยวไทย 31.25 ล้านคน
จากสถิตินักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย (International Tourist   Arrivals to Thailand) โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ล่าสุดในเดือนตุลาคม 2561 เผยให้เห็นตัวเลขนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ตลอด 10 เดือนที่ผ่านมา มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 31,253,920 คน เพิ่มขึ้น 7.84% จากช่วงเวลาเดียวของปีก่อน โดยนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน ยังคงเดินทางเข้ามามากที่สุดเป็นอันดับ 1 จำนวน 9,022,192 คน รองลงมาเป็น มาเลเซีย 3,179,768 คน ตามมาด้วย เกาหลีใต้ 1,466,676 คน

ขณะที่รายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนตุลาคม เป็นเงินจำนวน 1,631,518.58 ล้านบาท เติบโต 9.98% โดยนักท่องเที่ยวจีนใช้จ่ายมากที่สุดเป็นอันดับ 1 กว่า 494,952.21 ล้านบาท รองลงมาเป็น รัสเซีย จำนวน 88,671.89 ล้านบาท ตามมาด้วย มาเลเซีย 88,629.88 ล้านบาท

คนไทยเที่ยวกรุงเทพฯ มากที่สุด
สำหรับการท่องเที่ยวภายในประเทศของชาวไทย ตั้งแต่เดือนมกราคม-เดือนกันยายน 2561 พบว่าเมืองท่องเที่ยวหลัก 22 จังหวัด มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยรวม 102.78 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.66% ก่อให้เกิดรายได้รวม 6.22 แสนล้านบาท เติบโต 8.52% โดยในเดือนกันยายน กรุงเทพฯ มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนสูงสุด 4,203,347 คน รองลงมาเป็น จ.นครราชสีมา 800,310 คน และ จ.กาญจนบุรี 758,885 คน

ขณะที่จำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยในเมืองท่องเที่ยวรอง 55 จังหวัด มีจำนวน 60.10 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.72% ก่อให้เกิดรายได้ 1.65 แสนล้านบาท เติบโต 8.88% โดยเดือนกันยายน จ.ลพบุรี เป็นเมืองท่องเที่ยวรองที่มีผู้เยี่ยมเยือนมากที่สุด 338,935 คน รองลงมาเป็น จ.นครศรีธรรมราช 303,800 และ จ.อุดรธานี 302,443 คน 

คาด นทท.จีนกำลังกลับมาเที่ยวไทย
แม้ว่าภาพรวมนักท่องเที่ยวจีนจะยังคงเดินทางเข้ามาไทยมากที่สุด แต่หากดูสถิติหลังจากเกิดเหตุการณ์เรือบรรทุกนักท่องเที่ยวชาวจีนล่มใน จ.ภูเก็ต เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลงอย่างเห็นได้ชัด นับว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส โดยในเดือนกรกฎาคม มีจำนวน 929,771 คน ลดลง 0.87% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่วนเดือนสิงหาคม มี 867,461 คน น้อยกว่าปีก่อน 11.77% เดือนกันยายน 647,664 แสนคน หดตัวลง 14.89% และเดือนตุลาคม 646,143 คน ลดลงมากที่สุด 19.80% ทั้งนี้ยังมีปัจจัยด้านเศรษฐกิจจีนที่ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลง จึงกระทบต่อกำลังซื้อของนักท่องเที่ยงบางกลุ่ม

การท่องเที่ยวแห่งประเทศจึงได้ปรับการตลาดใหม่ โดยมุ่งโฟกัสนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มพรีเมียม หรือระดับกลาง-ระดับสูงเป็นหลัก เช่น กลุ่มสปอร์ตทัวริซึ่ม โดยเฉพาะกีฬากอล์ฟ ดำน้ำ และวิ่งมาราธอน, กลุ่มเฮลท์ & เวลเนส ที่บริการทางการแพทย์ของไทยเทียบมาตรฐานโลก และกลุ่มเวดดิ้ง & ฮันนีมูน ซึ่งนิยมเดินทางเป็นกลุ่มขนาด 40-80 คน และมีกำลังซื้อสูง ซึ่งคาดว่านักท่องเที่ยวจีนจะกลับมาเที่ยวไทยเป็นปกติ ในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมนี้ หรือช้าที่สุดต้นปี 2562

ขณะที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า แม้ว่าสถานการณ์การท่องเที่ยวไทยในช่วงไตรมาส 3 อ่อนแรงลงจนมีการเติบโตเพียง 2.7% ต่ำที่สุดในรอบปี 2561 จากไตรมาส 1 เติบโต 15.4% และไตรมาส 2 9.1% โดยการชะลอตัวมาจากนักท่อง-เที่ยวจีน อันมีผลกระทบจากเหตุการณ์เรือล่มที่ จ.ภูเก็ต และนักท่องเที่ยวรัสเซีย ปัจจัยจากการเป็นเจ้าภาพจัดฟุตบอลโลก แต่คาดว่าไตรมาสสุด ท้ายของปี 2561 ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของไทย นักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะกลับมาคึกคักขึ้น โดยมีจำนวนประมาณ 9.56 ล้านคน เติบโต 3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อน จากอานิสงส์ที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก และการฟื้นตัวของนักเที่ยวตลาดหลัก ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย ที่พบว่าบริษัทนำเที่ยวของรัสเซียมีการเพิ่มความถี่ของจำนวนเที่ยวบินมาไทยตั้งแต่เดือนตุลาคม นักท่องเที่ยวมาเลเซีย ปัจจัยจากการเลือกตั้งภายในของมาเลเซียทำให้ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจฟื้นกลับมา และนักท่องเท่ียวจีน ซึ่งรายงานจาก Ctrip ระบุว่าไทยยังเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวอันดับ 1 ของนักท่องเที่ยวจีนในช่วงวันหยุดยาววันชาติจีน

จากสภาวะแวดล้อมการท่องเที่ยวดังกล่าวจึงคาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยปี 2561 จะจำนวนประมาณ 37.99 ล้านคน เพิ่มขึ้น 6.7% จากปี 2560 รายได้จะมีมูลค่าประมาณ 2 ล้านล้านบาท เติบโต 9.2%

ยกเลิกค่าธรรมเนียมวีซ่าท่องเที่ยว 21 ชาติ
เพื่อเป็นการกระตุ้นและส่งเสริมให้นักท่อง-เที่ยวต่างชาติเข้ามาประเทศไทยในช่วงปลายปี โดยเฉพาะเทศกาลปีใหม่ที่คาดว่าจะมีนักท่อง-เที่ยวเข้ามาเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 30% รัฐบาลจึงได้ออกนโนบาย ยกเลิกการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา ประเภทนักท่องเที่ยว ชนิดใช้ได้ครั้งเดียว เป็นการชั่วคราว มีระยะเวลาถึงวันที่ 13 มกราคม 2562

โดยยกเว้นเก็บค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราของคนต่างด้าว ที่จะเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อท่องเที่ยว หรือ Visa on Arrival ซึ่งสามารถพำนักอยู่ในไทยได้ไม่เกิน 15 วัน จากปกติที่ยื่นขอรับการตรวจลงตราที่ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมืองจะต้องเสียค่าธรรมเนียมประมาณ 2,000 บาทแก่นักท่องเที่ยวจาก 21 ประเทศ ได้แก่ อันดอร์ลา บัลแกเรีย ภูฐาน จีน ไซปรัส เอธิโอเปีย ฟิจิ อินเดีย คาซัคสถาน ลัตเวีย ลิทัวเนีย มัลดีฟส์ มอลตา มอริเซียส ปาปัวนิวกินี โรมาเนีย ซานมาริโน ไต้หวัน ซาอุดีอาระเบีย ยูเครน และอุซเบกิสถาน

เนื่องจากตัวเลขนักท่องเที่ยวในกลุ่ม 21 ประเทศดังกล่าว มีแนวโน้มลดลงพอสมควรในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา จึงจำเป็นต้องกระตุ้น และส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น 

โฮมสเตย์เมืองรองลดภาษีได้ถึงสิ้นปี
ในช่วงฤดูท่องเที่ยวปลายปีนี้ ภาครัฐยังได้มีนโยบายส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยวในเมืองรอง 55 จังหวัด ให้เติบโตมากขึ้น และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น โดยได้มีมาตรการภาษีสนับสนุนการท่องเที่ยวเมืองรอง และจัดอบรมสัมมนาในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง เพิ่มเติมจากเดิมกำหนดให้นำค่าที่พักโรงแรม โฮมเสตย์ที่ผ่านการรับรองจากกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ในการใช้หักลดหย่อนภาษีเท่านั้น แต่ยังได้ขยายไปถึงสถานที่พักที่ไม่ใช่โรงแรม หรือมีห้องพักขนาด 4 ห้อง ห้องพักนอนรวมกันไม่เกิน 20 คน ทำให้ผู้ประกอบการ หรือชาวบ้านทั่วไป ที่ห้องพักขนาดเล็ก แต่ไม่มีใบเสร็จภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถใช้ใบเสร็จทั่วไปเพื่อให้ผู้พักสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีตามมาตรการของรัฐได้ ไม่เกิน 15,000 บาทต่อราย โดยมีผลถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2561 นี้

อย่างไรก็ตาม ใบเสร็จหรือหลักฐานการจ่ายเงินจากตัวแทนรับจองที่พักออนไลน์ เช่น Agoda, Expedia ฯลฯ ไม่สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ เนื่องจากเอกสารเหล่านี้ไม่ใช่เอกสารที่ออกโดยผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมโดยตรง

ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง ได้ประเมินว่าการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาภายใต้มาตรการนี้ จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 50 ล้านบาท แต่ประโยชน์ที่จะได้รับคือสนับสนุนการท่องเที่ยวสู่ชุมชน ช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น อันจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจชุมชน และทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในท้องถิ่น อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนมีรายได้เสริมจากการให้เช่าที่พัก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของประเทศ

คาดอีก 12 ปี ไทยรั้งที่ 5 ปลายทางท่องเที่ยวของโลก
ยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชันแนล บริษัทวิจัยตลาดระดับโลก ได้เผยผลสำรวจด้านการท่อง-เที่ยวล่าสุด Megatrends Shaping the Future of Travel ในปี 2561 ระบุว่า ปีนี้ทั่วโลกมีการเดินทางระหว่างประเทศทั้งหมด 1,400 ล้านทริป เพิ่มขึ้น 5% จากปีที่ผ่านมา โดยแหล่งท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีอัตราการเติบโตถึง 10% ขณะเดียวกับคาดการณ์ว่าภายใน 12 เดือนข้างหน้าการเดินทางจะแตะระดับ 2,400 ล้านทริป

ที่น่าจับตามองคือ จีนกำลังจะกลายเป็นประเทศยอดนิยมอันดับ 1 เนื่องจากจะมีนักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้านไปเยือนมากขึ้น รวมถึงการที่มีชนชั้นกลางเพิ่มขึ้นในเอเชีย โดยคาดการณ์ว่าในปี 2573 จีนเตรียมขึ้นแท่นเป็นประเทศจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้าประมาณ 127 ล้านคน แซงหน้าแชมป์เก่าฝรั่งเศส ที่จะมีจำนวน 126 ล้านคน และสหรัฐอเมริกา 116 ล้านคน ส่วน ไทย จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาถึง 79 ล้านคน ทำให้ก้าวขึ้นเป็นอันดับ 5 เหนืออิตาลี ฮ่องกง และญี่ปุ่น

นอกจากนั้น ยังคาดการณ์ว่าในอีก 10 ปี ข้างหน้า จีนยังจะเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยว เดินทางออกนอกประเทศมากที่สุดในโลก แซงสหรัฐอเมริกา และเยอรมนี ซึ่งเท่ากับว่านักท่องเที่ยวจีนยังคงเป็นกลุ่มเป้าหมายใหญ่ที่สุดของชาติต่างๆ ในทศวรรษต่อไป

ช่วงโค้งสุดท้ายของปี 61 จึงนับเป็นช่วงสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย เนื่องจากเป็นช่วงเปิดฤดูกาลท่องเที่ยว กับความท้าทายที่ภาครัฐวางตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติไว้ 39 ล้านคน รายได้มูลค่า 2 ล้านล้านบาท จะสามารถทำได้จริงหรือไม่ ขณะเดียวกันสิ่งที่ภาคส่วนต่างๆ อย่างผู้ประกอบการ ที่ต้องกำชับในเรื่องความปลอดภัยเป็นสำคัญ เนื่องจากผล   กระทบที่เกิดขึ้นก็เห็นๆ กันอยู่ว่ามากเพียงใด ไม่เช่นนั้นก็คงจะต้องได้พบบทเรียนราคาแพงอยู่เนืองๆ
__________
คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์  - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
“เป็นความจริงที่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนมีอัตราลดลง แต่ยังคงมีตัวเลขสูงกว่าสถิติในปีก่อนๆ ขณะที่ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ พบว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมดมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ รวมไปถึงนักท่องเที่ยวชาวจีนด้วย โดยช่องทางที่มีอิทธิพลต่อการท่องเที่ยวของชาวจีนที่จะเดินทางเข้ามา อันดับแรกคือคำบอกเล่าจากคนในประเทศ จึงอยากจะขอให้ทุกหน่วยงานใส่ใจในเรื่องของการดูแลนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะด้านความปลอดภัย อาทิ เหตุการณ์เรือล่มในทะเล ทำให้มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตจำนวนมาก ส่งผลกระทบถึงภาพลักษณ์ในด้านต่างๆ ในวงกว้าง”

[English]
Thailand’s Tourism Arrivals & Revenue Likely to Just Hit 2018 Targets
The Ministry of Tourism and Sports’ official data showed international tourist arrivals to Thailand during January and October of this year stood at 31.25 million, up 7.84% year-over-year.  Data suggested that Chinese arrivals still represented the biggest number of overseas tourists (9.02 million), followed by Malaysia (3.18 million) and South Korea (1.46 million).

In terms of revenue, Thailand has raked in 1.63 trillion baht (approx. USD 49.44 billion) during the first 10 months of this year, an increase of 9.98% from the same time of last year, with Chinese tourists spent the most (494.95 billion baht or approx. USD 14.99 billion), followed by Russian (88.67 billion baht or approx. USD 2.68 billion), and Malaysia (88.63 billion baht or approx. USD 2.68 billion).

Since the tragic boat accident in Phuket in July, the number of Chinese tourists have fallen significantly, while the weaker Chinese yuan has contributed to the purchasing power of Chinese travelers too.

Kasikorn Research Center said that, despite such a decline, Thailand should see an active growth in the international tourist arrivals in the last quarter of this year, when around 9.56 million visitors, a 3% year-on-year growth, are expected to arrive in Thailand.

Accordingly, Thailand should register a total of 37.99 million foreign arrivals, a 6.7% year-on-year growth, and a total tourism revenue of 2.0 trillion baht (approx. USD 60.6 billion) at the end of 2018.

Euromonitor International’s Megatrends Shaping the Future of Travel survey of 2018 suggested that Thailand will be the fifth-most visited country in the world by 2030, when 79 million people are projected to land in the country.

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments