728 x 90

Gen M ทิ้งงานออฟฟิศ มุ่งเป็นผู้ประกอบการ

img

ผลสำรวจชี้ คนไทยรุ่นใหม่กว่า 1 ใน 3 ใฝ่ฝันอยากเป็นผู้ประกอบการ ส่งผลให้ในอนาคตบริษัท SME และ Startup มีแนวโน้มขาดแคลนคนเก่งๆ มาช่วยทำให้บริษัทเติบโต เนื่องจากคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่เลือกที่จะเป็นนายจ้างตัวเองมากกว่าลูกจ้างบริษัท

คนไทยรุ่นใหม่ใฝ่ฝันเป็นซีอีโอ
World Economic Forum (WEF) และ Sea Group เผยผลสำรวจความคิดเห็นของคนหนุ่มสาวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Generation M หรือผู้เกิดระหว่างปี 1981-1996) เกี่ยวกับมุมมองต่อโอกาสการเข้าทำงานในยุคแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 พบว่า ประเทศไทยมีคนรุ่นใหม่ที่อยากเป็นผู้ประกอบการกว่า 36% คิดเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในอาเซียน โดยเฉลี่ยแล้วมากกว่าคนรุ่นใหม่ในประเทศอื่นๆ ถึง 13%

นอกจากนี้ยังพบว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนของคนที่อยากเป็นเจ้าของกิจการในอนาคตสูงกว่าสัดส่วนของคนที่เป็นเจ้าของกิจการอยู่แล้ว แปลว่า หลายคนอาจยังไม่ได้เป็นผู้ประกอบการ แต่อยากออกจากงานประจำมาทำธุรกิจของตัวเอง

ที่น่าสนใจคือ คนรุ่นใหม่ที่ต้องการเป็นเจ้าของกิจการนั้น แท้จริงแล้วอยากเป็นผู้ประกอบการเอง หรือเป็นเพราะความจำเป็นกันแน่ เพราะจากแบบสำรวจในกลุ่มคนหนุ่มสาวชาวไทยที่มีความใฝ่ฝันอยากเป็นเจ้าของกิจการ พบว่า มีคนที่จบการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีถึง 42% ที่อยากเป็นเจ้าของกิจการ ขณะที่กลุ่มคนที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีและสูงกว่ามีเพียง 25% ซึ่งกลุ่มหลังมีความใฝ่ฝันที่หลากหลาย ทั้งคนที่อยากทำงานในภาครัฐ เป็นนายของตัวเอง ช่วยธุรกิจครอบครัว และคนที่อยากทำงานในบริษัทข้ามชาติ จึงอาจเป็นไปได้ว่า ผลสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นถึงทางเลือกและโอกาสที่หลากหลายกว่าในกลุ่มคนที่มีการศึกษาสูงกว่า

นอกจากนี้ยังพบว่า การเป็นเจ้าของกิจการเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับทั้งคนที่ไม่ได้ทำงานและคนทำงานในบริษัทต่างๆ มีเพียง 20% เท่านั้นที่อยากทำ งานแบบเดิมต่อไป ทำให้เกิดคำถามว่า ผู้ประกอบการจะสามารถหาคนเก่งๆ มาช่วยทำให้บริษัทเติบโตได้หรือไม่ เนื่องจากคนรุ่นใหม่มีความต้องการที่จะเป็นเจ้าของกิจการเองมากกว่าเป็นลูกจ้าง

สอดคล้องกับผลการศึกษาของเมอร์เซอร์ บริษัทผู้ให้คำปรึกษาและเทคโนโลยีในการแก้ปัญหาเพื่อช่วยองค์กร พบว่า กว่า 48% ของบริษัทในเอเชียรายงานถึงความยากลำบากในการหาพนักงานมาทดแทนตำแหน่งงานที่ว่างอยู่ ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงมอบค่าตอบแทนพิเศษจำนวนมากแก่พนักงานที่มีทักษะเฉพาะทาง เช่น งานขายเฉพาะทาง ตำแหน่งทางวิศวกรรม และผู้เชี่ยวชาญภาษาท้องถิ่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การขาดแคลนพนักงานที่มีความสามารถยังส่งผลกระทบต่อแนวโน้มค่าตอบแทนอีกด้วย

รายได้ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกงาน

ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งและอัตราผลตอบแทนที่เติบโตขึ้นจริงในตลาดเกิดใหม่ ประเทศที่ได้รับการคาดการณ์ว่าจะมีอัตราการขึ้นเงินเดือนสูงที่สุดในปี 2562 คือ บังคลาเทศ 10% อินเดีย 9.2% และเวียดนาม 9.8% ในทางตรงกันข้าม อัตราการขึ้นเงินเดือนในออสเตรเลียอยู่ที่ 2.6% และในนิวซีแลนด์ 2.5% โดยมีประเทศญี่ปุ่นรั้งท้ายด้วยอัตราการเติบโตของเงินเดือนต่ำสุดที่ 2%

โดยผลสำรวจพบว่า คนรุ่นใหม่ 42% ระบุว่าจุดประสงค์สำคัญในการทำงาน คือการมีรายได้สม่ำเสมอ ในขณะที่ 30% ให้ความสำคัญกับสมดุลชีวิตและการทำงาน อีก 17% เลือกการทำงานเพื่อให้ได้เรียนรู้และได้รับประสบการณ์ มีเพียง 5% ที่ระบุว่าเลือกงานด้วยจุดประสงค์ที่ต้องการเห็นผลตอบแทนสู่สังคม ซึ่งนับว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยสุดในอาเซียน

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจดังกล่าวไม่อาจสะท้อนว่าคนไทยคำนึงถึงสังคมส่วนรวมน้อยกว่าประเทศอื่นๆ ดังเห็นได้จากปรากฏการณ์ในอดีตหลายๆ ครั้งที่คนไทยรวมตัวกันช่วยเหลือผู้ที่ตกยาก เช่น เหตุการณ์ทีมหมูป่าติดถ้ำ วิกฤตน้ำท่วม เป็นต้น โดยคาดว่า คนไทยเลือกที่จะช่วยเหลือสังคมด้วยวิธีอื่นๆ แทนที่จะเข้าทำงานในกิจการเพื่อสังคมโดยตรง เช่น การเข้าร่วมเป็นอาสาสมัคร การบริจาคเพื่อช่วยเหลือคนอื่น เป็นต้น 

สิ่งที่น่าสนใจคือ คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ระบุว่าอยากเป็นเจ้าของกิจการเพราะต้องการรายได้ที่สม่ำเสมอ แต่รายได้ของเจ้าของกิจการส่วนใหญ่นั้นมักมีความผันผวนสูงกว่ารายได้ของพนักงานประจำ

ดังนั้นการส่งเสริมผู้ประกอบการรุ่นใหม่ด้วยทักษะดิจิทัล อาจกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ประกอบการยุคนี้ โดยพบว่า ผู้ประกอบการ SME ในไทยไม่ถึง 50% นำเทคโนโลยีมาใช้ เนื่องจากยังขาดความเข้าใจ ซึ่งหากมีการเรียนรู้ทักษะด้านดิจิทัล อย่างการนำเอาอีคอมเมิร์ซมาช่วยก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสที่ดีทางธุรกิจ ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่พบว่า การดำเนินธุรกิจผ่านเครื่องมือออนไลน์สามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้กับองค์กรได้ถึง 30% นอกจากนี้ อีคอมเมิร์ซ ยังช่วยลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจ เพราะผู้ประกอบการสามารถลองทดลองไอเดียใหม่ๆ ทางธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์ได้ โดยไม่ต้องเสี่ยงในการลงทุนเป็นเงินจำนวนมาก

ปัจจุบัน หนุ่มสาวในภูมิภาคอาเซียนกำลังเผชิญกับความท้าทายในการมีธุรกิจของตนเอง โดยผู้ที่มีอายุระหว่าง 18-34 ปีเป็นกลุ่มที่เริ่มทำ Startup ซึ่งเป็นธุรกิจที่เติบโตรวดเร็วที่สุดโนโลก อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มักมาจากความช่วยเหลือจากคนอื่นด้วย ซึ่งคนหนุ่มสาวจำเป็นที่จะต้องได้รับความรู้และทักษะผู้ประกอบการ เพื่อเตรียมพร้อมรับกับโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นในอัตราที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

ขณะเดียวกัน แม้ว่าภาพการเติบโตของธุรกิจ Startup จะสวยหรูและน่าสนใจ แต่สัดส่วนของกลุ่มที่ล้มเหลวมีอยู่ถึง 95% สาเหตุหลักมาจากไม่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาด และโมเดลทางธุรกิจที่ไม่สามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืน รวมถึงขาดความสามารถในการบริหารจัดการทางการเงิน ดังนั้นคนรุ่นใหม่จึงจำเป็นที่ต้องเพิ่มทักษะและสั่งสมประสบการณ์มากขึ้นก่อนที่จะผันตัวเองมาสู่ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ 
--------------
ดร.สันติธาร เสถียรไทย - Group Chief Economist, Sea
“คนไทยยุคใหม่มีจิตวิญญาณความเป็นผู้ประกอบการสูงสุดในอาเซียน หลายคนอยากออกจากงานประจำเพื่อมาเป็นผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำงาน SME และ Startup หากเป็นเช่นนี้ ในอนาคตใครจะมาทำงานให้บริษัท SME Startup เพราะคนเก่งๆ ยุคใหม่เลือกที่จะเป็นผู้ประกอบการเอง ซึ่งต้องพบกับความท้าทายในหลายมิติ ทำให้เจ้าของกิจการรุ่นใหม่ต้องหาช่องทางในการเพิ่ม Productivity หรือ ผลิตงานให้มีมูลค่าและคุณภาพมากขึ้น”

[English]

Gen M represents generation that aims to be business owners
A survey by World Economic Forum and Sea Group, which asked young men and women in Southeast Asia born during 1981-1996 (Generation M) about their employment opportunities, found 36% of Thai Gen M would like to be entrepreneurs – the highest proportion among all ASEAN member countries. 

The finding also showed that, among Thai Gen M that wished to be entrepreneurs/business operators, 42% of them did not a university degree while some 25% at least held a degree.

Another study by consulting company, Mercer, suggested that 48% of companies in Asia have reported difficulties in recruiting employees to fill vacancies – a condition that has led many to offer extra remunerations to personnel with special skills.

With the promising economic growth outlook in many emerging countries, it is expected that Bangladesh will, on average, offer the highest raise of 10% in 2019, followed by India (9.2%) and Vietnam (9.8%).

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments