728 x 90

หนี้ครัวเรือนไทยพุ่ง คนมุ่งซื้อสินทรัพย์บ้าน-รถยนต์

img

ผลสำรวจชี้ ปี 2561 คนไทยเป็นหนี้ครัวเรือนเพิ่มมากขึ้น 5.8% เฉลี่ย 3.16 แสนบาทต่อครัวเรือน โดยพบว่าเป็นหนี้จากการซื้อสินทรัพย์มากที่สุด อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่ากังวลคือ สัดส่วนหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้นจากสภาวะเศรษฐกิจ จึงจำเป็นที่รัฐต้องเข้ามาดูแลเรื่องสวัสดิการและแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบไม่ให้บานปลาย

ค่าครองชีพสูง ส่งหนี้นอกระบบเพิ่ม
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทยปี 2561 พบว่า จำนวนหนี้เฉลี่ยครัวเรือนมีมูลค่า 3.16 แสนบาทต่อครัวเรือน เป็นมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หรือนับตั้งแต่ทำการสำรวจมาเมื่อปี 2552 เพิ่มขึ้น 5.8% แบ่งเป็นหนี้ในระบบ 64.7% ลดลงจากการสำรวจปี 2560 มีสัดส่วน 74.6% และหนี้นอกระบบ 35.3% เพิ่มขึ้นจากการสำรวจปี 2560 ที่มีสัดส่วน 26.4%

โดยส่วนใหญ่เป็นการก่อหนี้เพื่อใช้ในการซื้อสินทรัพย์ เช่น รถยนต์ บ้าน และการลงทุนประกอบกิจการ เช่น ลงทุนเครื่องจักร ซื้อวัตถุดิบ เป็นต้น และอีกส่วนหนึ่งมาจากการก่อหนี้เพื่อจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรบางส่วนที่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และกลุ่มที่มีรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาทต่อครัวเรือน มีการก่อหนี้มาใช้จ่ายในครัวเรือนมากขึ้นเนื่องจากค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น

สอดคล้องกับสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทยจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่ระบุว่า ยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาส 2/2561 ขยับขึ้นมาที่ 12.34 ล้านล้านบาท จากปี 2560 โดยหนี้ที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเร่งตัวขึ้นของยอดคงค้างสินเชื่อบ้าน และสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ โดยหากนับเฉพาะการขยับขึ้นของยอดคงค้างสินเชื่อบ้าน จะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 38% ของยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นในระหว่างไตรมาส 2

ซึ่งการขยับขึ้นของหนี้ครัวเรือนดังกล่าว สะท้อนสภาพการแข่งขันในตลาดสินเชื่อรายย่อย โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ และสินเชื่ออุปโภคบริโภคอื่นๆ ของ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-bank) สวนทางกับสถาบันการเงินประเภทอื่นๆ ที่มีบทบาทลดลง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 2561 

สังคมไทยมีความสามารถในการผ่อนชำระสูงขึ้น

ข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย ระบุว่า หนี้ครัวเรือนในปัจจุบันมีสัดส่วนต่อจีดีพีลดเหลือ 77% หรือประมาณ 12 ล้านล้านบาท หรือลดลงในรอบ 3-5 ปีที่หนี้ครัวเรือนมีสัดส่วนต่อจีดีพีอยู่ที่ 80% ขณะที่การผ่อนชำระต่อเดือน พบว่า ครัวเรือนมีความสามารถในการผ่อนชำระสูงขึ้น โดยปี 2561 ผ่อนชำระเฉลี่ย 1.59 หมื่นบาทต่อครัวเรือนต่อเดือน เพิ่มขึ้น 3.15% เทียบกับปี 2560 ที่มีการผ่อนชำระ 1.54 หมื่นบาทต่อครัวเรือนต่อเดือน

สำหรับรายละเอียดการสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือน พบว่า ส่วนใหญ่เป็นการกู้เงินมาใช้จ่ายทั่วไปมากที่สุด รองลงมาเป็นการกู้มาชำระหนี้เก่า, ลงทุนประกอบธุรกิจหรือประกอบอาชีพ, จ่ายบัตรเครดิต, การศึกษา, ซื้อบ้าน, เสริมสภาพคล่องทางธุรกิจ, ซื้อทรัพย์สิน (รถยนต์), ใช้ในการเกษตร, รักษาพยาบาล และเล่นพนัน โดยเฉพาะฟุตบอล เป็นต้น

ด้านสำนักงานคณะกรรมพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เผยว่า แนวโน้มหนี้ครัวเรือนยังขยายตัวต่อเนื่องในไตรมาส 3/61 โดยยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคในส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์ ขยายตัว 8.4% ส่วนความสามารถในการชำระหนี้เมื่อพิจารณาสัดส่วนหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคที่ไม่ก่อเกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจาก 2.72% ในไตรมาส 2/61 เป็น 2.73% ในไตรมาสนี้ แต่ยังไม่มีสัญญาณปัญหาการชำระหนี้ โดยการผิดนัดชำระหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับและสินเชื่อบัตรเครดิตยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน โดยยอดสินเชื่อผิดนัดชำระเกิน 3 เดือนขึ้นไปของสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ เพิ่มขึ้น 9.7% ขณะที่ยอดสินเชื่อผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 เดือนขึ้นไปของสินเชื่อบัตรเครดิตลดลง 0.2%

ส่วนภาวะสังคมไทยในช่วงไตรมาส 3 มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 1.7% โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร ขณะที่อัตราการว่างงานอยู่ที่ 1.2% ลดลงเมื่อเทียบกับปี 60 โดยลดลงทั้งผู้ว่างงานที่เคยทำงานและที่ไม่เคยทำงาน 11.5% และ 22.2% ตามลำดับ ส่วนผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้น 1.6% สอดคล้องกับค่าจ้างแรงงานที่ขยายตัวขึ้น โดยค่าจ้างแรงงานภาพรวมทั้งระบบและภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 1.4% และ 3.1% ตามลำดับ 

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามและเฝ้าระวังความเสี่ยงจากความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความไม่แน่นอนและผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ส่วนมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น ได้เข้ามามีส่วนช่วยในการดำรงชีพของประชาชนผู้มีรายได้น้อย ล่าสุดรัฐบาลออก 4 มาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งการช่วยเหลือแบบครั้งเดียว ได้แก่ (1.) ค่าใช้จ่ายปลายปี 500 บาท (เริ่ม 8 ธ.ค.) (2.) ค่าเดินทางไปรักษาพยาบาลของผู้สูงอายุ 1,000 บาท และแบบรายเดือนนาน 10 เดือน ได้แก่ (3.) ค่าเช่าบ้านผู้สูงอายุ 400 บาท (เริ่ม 13 ธ.ค.) (4.) ค่าน้ำ และค่าไฟ ไม่เกิน 100 และ 230 บาทตามลำดับ โดยคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภค เกิดการจ้างงานและการผลิต และส่งผลให้รายได้ของประเทศเติบโตต่อไปได้ ซึ่งก็ต้องติดตามผลของมาตรการดังกล่าวต่อไปว่าจะสามารถเข้ามาแก้โจทย์ได้ถูกจุดหรือไม่  
__________

คุณธนวรรธน์ พลวิชัย - ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย
“แม้หนี้ครัวเรือนในปี 2561 จะสูงสุดนับตั้งแต่มีการสำรวจมา แต่หากดูโครงสร้างหนี้แล้วไม่น่ากังวล เพราะส่วนใหญ่เป็นการก่อหนี้เพื่อใช้ในการซื้อสินทรัพย์ เช่น รถยนต์ บ้าน และการลงทุน แต่ที่น่าห่วงคือ มีหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้น ดังนั้น รัฐบาลต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาหนี้ เช่น ฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีการจ้างงานและสร้างรายได้, ดูแลค่าครองชีพและควบคุมราคาสินค้า, ดูแลเรื่องสวัสดิการ และแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เป็นต้น”

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments