728 x 90

ต่อยอดโครงการ “มีลูกเพื่อชาติ”

img

โครงการทอล์คออฟเดอะทาวน์อย่าง ส่งเสริมสาวไทยแก้มแดงมีลูกเพื่อชาติ ด้วยวิตามินแสนวิเศษยังคงเป็นเรื่องถกกันมาจนถึงวันนี้ว่า ความจริงแล้ว มีลูกแล้วช่วยชาติได้จริงหรือไม่
จากที่กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำนโยบายนี้โดยเน้น 3 เรื่อง ได้แก่
1. เพิ่มจำนวนการเกิด เพื่อทดแทนจำนวนประชากรในหญิงอายุ 20-34 ปีที่มีความพร้อมและตั้งใจมีครรภ์
2. การเกิดทุกรายมีความพร้อม มีการวางแผน มีการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ และได้รับความช่วยเหลือในการมีบุตร และ
3. ทารกแรกเกิดแข็งแรงพร้อมเติบโตอย่างมีคุณภาพ
สาเหตุจากประชากรไทยลดลงจากร้อยละ 2.7 ใน พ.ศ. 2513 เหลือร้อยละ 0.4 ใน พ.ศ. 2558 ส่งผลให้อัตราเจริญพันธุ์รวมของประเทศไทยลดลง และอีกไม่ถึงสิบปีอาจจะเหลือเท่ากับ 0 สอดคล้องกับสํานักงานสถิติแห่งชาติได้จัดทําการสํารวจประชากรสูงอายุมาแล้ว 5 ครั้ง โดยครั้งแรกดําเนินการสํารวจในปี 2537, 2545, 2550, 2554 และ 2557 ตามลำดับจากผลการสํารวจที่ผ่านมาทั้งหมดพบว่า ประเทศไทยมีจํานวนและสัดส่วนของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจกล่าวได้ว่าประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในอาเซียนที่เข้าสู่สังคมของผู้สูงวัย (Aging Society) ในขณะที่วัยเด็กและวัยแรงงานลดจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ

คนไทยในวัยแรงงานช่วงอายุ 15-59 ปีที่อยู่ในช่วงวัยเจริญพันธุ์ ยังอยู่ในกลุ่มที่ต้องรับภาระหน้าที่ดูแลทั้งเด็กและผู้สูงวัย กลับมีวิถีชีวิตเปลี่ยนไป คือ มีค่านิยมที่จะอยู่เป็นโสดมากขึ้น อย่างผู้หญิงไทยก็มีการศึกษาสูงขึ้น คนที่พร้อมจะมีบุตรช่วงอายุ 20-34 ปี กลับมีการแต่งงานกันช้าลง โดยผู้ชายแต่งงานอายุเฉลี่ย 29 ปีและผู้หญิงอายุเฉลี่ย 28 ปี ทำให้ช่วงเวลาการตั้งครรภ์ช้าตามไปด้วย หรือหากมีลูกอายุ 35 ปีขึ้นไปอาจจะเสี่ยงต่ออาการดาวน์ 2-3 เท่า และจากปัญหาสภาพอากาศ การจราจร ความเครียดจากการทำงาน ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ก็อาจจะส่งผลต่อการหาคู่หรือบุตรในครรภ์ ปัญหาที่ตามมา คือ เมื่อต่างคนต่างโสดจะมีเรื่องของปัญหาสุขภาพ เนื่องจากสภาวะเสื่อมของร่างกายเข้ามาเป็นปัญหาให้วัยแรงงานเพิ่มขึ้น จนนำไปสู่สังคมผู้สูงอายุและในจำนวนนี้อาจจะกลายเป็นภาระของสังคม
อัตราผู้สูงอายุ
ในขณะเดียวกัน ปัจจุบันมีเด็กเกิดใหม่เฉลี่ยปีละ 7 แสนคน ล้วนเป็นเด็กวัยรุ่นหญิงที่อายุต่ำกว่า 20 ปี กว่าแสนคนที่ต้องกลายมาเป็นแม่คน รวมถึงพฤติกรรมที่ทำให้เด็กรุ่นใหม่ตั้งครรภ์ล้วนมาจากพฤติกรรมเลียนแบบจากกลุ่มเพื่อน สื่อต่างๆ การดื่มแอลกอฮอล์ อยู่กันตามลำพัง รวมถึงทั้งชายและหญิงขาดความรู้เรื่องการป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ และครอบครัวไม่เอาใจใส่เท่าที่ควร

ในปี 2559 เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลเริ่มสนันสนุนเงินขั้นพื้นฐาน เพื่อช่วยในการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ไปจนถึงอายุ 3 ปีเฉพาะในกลุ่มที่ยากจนที่สุดจำนวน 600 บาทต่อคนด้วยงบ 657 ล้านบาท ซึ่งคนที่เคยมีลูกจะทราบกันดีว่า ค่าใช้จ่ายในการดูแลเด็กหนึ่งคนไม่ต่ำกว่า 3-4 พันบาทต่อเดือนอย่างแน่นอน จึงทำให้มีเสียงคัดค้านเกิดขึ้นเช่นกัน ว่าจะเกิดความไม่เท่าเทียมและเงินอาจจะตกไม่ถึงมือคนยากจนจริงๆ เด็กก็ยังคงไม่รับการพัฒนาในทางที่ดีขึ้นเช่นเดิม

แม้ว่าปัจจุบันจะมี พรบ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 ในแม่ช่วงอายุมากกว่า 10 ปี แต่ไม่ถึง 20 ปี ระบุว่าผู้เป็นแม่สามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเอง, ได้รับการรักษาความลับและความเป็นส่วนตัว, ได้รับการบริการอนามัยการเจริญพันธุ์, ได้รับข้อมูลข่าวสารความรู้ และต้องได้รับสวัสดิการสังคมอย่างเสมอภาค แต่ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร แม้ว่าแม่วัยรุ่นจะเลือกตัดสินใจเองได้ แต่วุฒิภาวะในหลายด้านยังไม่สามารถช่วยเหลือตนเองและลูกจากสังคมได้

จากปัญหาท้องเมื่อไม่พร้อมและท้องเมื่อพร้อมแต่เลยช่วงวัย ทำให้คนเป็นแม่และเด็กที่เกิดมามีความเสี่ยง จึงนำมาสู่การเสียชีวิตของทั้งมารดาและทารก, เด็กแรกเกิดน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์, เด็กเกิดมาพิการ, ความเสี่ยงต่อการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย, เสียโอกาสทางการศึกษาต้องหยุดเรียนหรือออกจากการศึกษา, ในวัยทำงานจะเสียหน้าที่การงาน การสร้างรายได้ ขาดความพร้อมในการเลี้ยงดูบุตร และเด็กจำนวนหนึ่งถูกทิ้งในสถานสงเคราะห์ประมาณ 6,000 คนต่อปี หรือเด็กเติบโตมาอย่างไม่มีคุณภาพ

เมื่อเด็กที่เติบโตมาด้อยคุณภาพ รัฐบาลจึงได้มีการสนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้เป็นแม่ควรดูแลบุตรตั้งแต่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ และผู้ที่ตั้งใจจะมีบุตรอยู่แล้ว ให้ดูแลตนเองก่อนตั้งครรภ์ได้เลย โดยกระทรวงสาธารณสุขจะมีการมอบวิตามินแสนวิเศษ เสริมธาตุเหล็กและโฟลิกให้กับผู้เป็นแม่ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงให้กับประชากรที่จะเกิดมาด้อยคุณภาพน้อยที่สุด โดยเฉพาะการลดความเสี่ยงจากความพิการแต่กำเนิดซึ่งจะช่วยลดรายจ่ายของประเทศได้มากถึงปีละ 1,000 ล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว ไม่ว่าจะตั้งใจท้องหรือพลาดพลั้งไปแล้ว ก็สามารถกินวิตามินเสริมได้ เพื่อช่วยยกระดับเด็กให้โตมาอย่างมีคุณภาพได้อีกทางหนึ่ง
ลักษณะความพิการของเด็กเกิดใหม่
โครงการนี้รัฐเองก็เล็งเห็นถึงปัญหาของระดับการเกิดของประชากรที่ลดลงเรื่อยๆ ประชากรเองก็เห็นถึงปัญหาของตนเองที่จะตามมาทั้งก่อนและหลังมีบุตร ดังนั้นการส่งต่อความรู้ความเข้าใจสู่คนทุกกลุ่ม เพื่อให้เป็นความรู้ขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องจะทำให้ได้ประชากรที่มีคุณภาพมาช่วยบริหารประเทศได้ดีมากยิ่งขึ้น
แนวทางลดความเสี่ยงความพิการของเด็กแต่กำเนิด


นายแพทย์นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม
“เราได้วิจัยพัฒนาและผลิตยาที่มีส่วนผสมของวิตามิน ธาตุเหล็ก กรดโฟลิกและไอโอดีน จำนวน 3 รายการ สำหรับโครงการนี้ โดยในช่วงแรกองค์การฯ ได้ส่งมอบยาให้กับกระทรวงสาธารณสุขเป็นมูลค่าเงินจำนวน 1 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นให้หญิงวัยเจริญพันธุ์และเด็กเข้าถึงวิตามินได้มากขึ้น ซึ่งได้ผลิตยาตามมาตรฐานสากลในราคาที่สามารถเข้าถึงได้”

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการสำนักงาน กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
จะมีการเน้นสร้างเสริมสุขภาพให้กับกลุ่มหญิงวัยเจริญพันธุ์ ด้วยการส่งเสริมให้กินผัก การออกกำลังกายที่เหมาะสม การให้วัคซีน ตลอดจนการเสริมสารอาหารที่จำเป็น โดยเฉพาะโฟเลตและธาตุเหล็ก ไปจนถึงการเตรียมตัวก่อนแต่งงาน โดยสนับสนุนการพัฒนาชุดความรู้ เรื่องการป้องกันความพิการแต่กำเนิด ด้วยวิตามินโฟเลตและนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในพื้นที่นำร่อง 22 จังหวัด พร้อมกับประสานความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นๆ เช่น กรมการปกครองกระทรวงมหาดไทยและ กทม. เพื่อร่วมสนับสนุนการดำเนินงานครั้งนี้”

พญ.นภาพรรณ วิริยะอุตสาหกุล ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการกรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข
“ในปี 2558 หญิงเจริญพันธุ์อายุระหว่าง 15-49 ปีมีทั้งหมด 18 ล้านคน ในจำนวนนี้ 5 ล้านคนจดทะเบียนสมรส และอีก 5 ล้านคนไม่จดทะเบียนสมรส ซึ่งกลุ่มคนที่จดทะเบียนสมรส ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ต้องให้ความรู้ เพราะเป็นกลุ่มที่ต้องการวางแผนจะมีลูก”

หญิงอายุ 20 ปี
“ยอมรับว่าท้องเพราะผิดพลาดค่ะ แต่เราก็ไม่อยากไปทำแท้ง เพราะกลัวเป็นบาป ก็เลยตั้งใจเก็บเขาไว้ แล้วเลี้ยงดูเขาเท่าที่เราจะทำได้ แต่ด้วยความที่ยังเรียนอยู่ทำให้ต้องเบียดเบียนครอบครัวกับคนรอบข้างบ้าง ตอนแรกผู้ชายก็ช่วยเลี้ยงนะ แต่พออยู่กันแบบที่สามีภรรยามันไม่เหมือนตอนที่คบกันแรกๆ เริ่มคุยกันไม่รู้เรื่องเลยต้องเลิกกัน ก็เลี้ยงลูกคนเดียวมาตลอด ก็ไม่เคยคิดจะกลับไปขอความช่วยเหลือจากผู้ชายนะ ทุกวันนี้ก็สอนลูกเท่าที่ความรู้จะมีพอสอนได้”

Latest Posts

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked with *

Cancel reply

0 Comments